: : ยินดีต้อนรับเข้าสู่สถานปฏิบัติธรรม กับธรรมชาติที่สัปปายะ สงบ สะอาด ป่าไม้ ถ้ำ และภูเขา บนเนื้อที่ ๘๐ ไร่ ..วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ อ.พาน จ.เชียงราย
 

ผูกพัทธสีมา
ฝังลูกนิมิต

วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ

 

 
   

ลูกนิมิต
“นิมิต”
แปลว่า “เครื่องหมาย” 

  • ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลมๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหิน ใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ
  • ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า  "ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม"

    สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลมๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่าตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถ หรือโบสถ์ เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” 

อุโบสถ (อ่านว่า อุ-โบ-สด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจาก เป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรม ซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่งๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่ สังฆกรรม โดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้บวชมากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญๆ ทำให้มีผู้มา สักการะบูชาและร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก พระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม

ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง

  • สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๕ ค่ำ หรือ วันพระแรม ๘ ค่ำ แรม ๑๕ ค่ำ หรือ การบรรพชาสามเณร การอุปสมบทเป็นพระภิกษุ หรือ การสวดสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใดๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถตาม พระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์
  • การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและ แรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล
  • วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ
  • วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ
  • การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ
  • โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรม ตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์ เป็นคำที่ใช้เฉพาะใน พระพุทธศาสนา
  • โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม
  • โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา

ก่อนที่จะมาเป็นอุโบสถที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน

 
   

มูลเหตุความเป็นมา
ในครั้งพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชาเป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์ สาวกเหล่านั้นกระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่างๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธา ประสงค์ที่จะขออุปบรรพชาสมบทเป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตา ประทานการบรรพชาอุปสมบทให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริก เผยแผ่พระธรรมคำสอน และพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่างๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่จึงทำให้ การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็น ไปด้วยความยากลำบาก

เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวก ในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณโดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น ทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์ จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้า ขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก

การที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่างๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏก ไม่ได้จัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้นพระธรรม พระวินัยต่างๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำ ท่องจำโดยการสวดสืบต่อๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้งเมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่าทำ สังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่นการทบทวนพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบท บรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำ สังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน

แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสารมหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้เป็นที่พักอาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่างๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่างเป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต”

แต่นิมิตเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรม กำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลงหรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำและก้อนหิน  โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้น จึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลมๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทน และเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุดังเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธี ที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต” ขึ้นด้วย

สีมา
สีมา แปลว่า เขต หรือ แดน

สีมานั้น มีอยู่ ๒ ประเภท คือ

  1. พัทธสีมา คือ เขตที่สงฆ์กำหนดเอาเอง แปลว่า แดนที่ผูก
  2. อพัทธสีมา คือ เขตที่เขากำหนดไว้ตามปกติของบ้านเมือง แปลว่า แดนไม่ได้ผูก

นิมิต หรือ วัตถุที่ใช้เป็นเครื่องหมายเขตแห่งสีมา มี ๘ ชนิด คือ

  1. ภูเขา หรือ ปพฺพโต
  2. ศิลา หรือ ปาสาโณ
  3. ป่าไม้ หรือ วนํ
  4. ต้นไม้ หรือ รุกฺโข
  5. จอมปลวก หรือ วมฺมิโก
  6. หนทาง หรือ มคฺโค
  7. แม่น้ำ คูน้ำ หรือ นที
  8. สระน้ำ หนองน้ำ หรือ อุทกํ

พัทธสีมา ๓ ชนิด (แต่ตามคัมภีร์มหาวรรคมี ๔ ชนิด) คือ

  1. ขัณฑสีมา คือ สีมาผูกเฉพาะโรงอุโบสถ
  2. มหาสีมา คือ สีมาผูกรอบวัด
  3. สีมาสองชั้น คือ สีมาที่มีขัณฑสีมาอยู่ภายในมหาสีมา
  4. นทีปารสีมา คือ สีมาที่สมมติคร่อมฝั่งน้ำ

อพัทธสีมา  ๓ ชนิด (หากนับสีมาสังกระเข้าด้วยมี ๔ ชนิด) คือ

  1. คามสีมา แดนบ้านที่ฝ่ายอาณาจักรจัดไว
  2. สัตตัพภันตรสีมา เขตที่สงฆ์กำหนดขึ้นในป่าชั่ว ๗ อัพภันดร
  3. อุทกุกเขปสีมา เขตแห่งสามัคคีชั่ววักน้ำสาด
  4. สีมาสังกระ สีมาที่คาบเกี่ยวปะปนกัน

สีมาสังกระ คือ การสมมติสีมาคาบเกี่ยวกัน เช่น การสมมติสีมาใหม่คาบเกี่ยวกับสีมาเดิม แต่สงฆ์ไม่รู้ว่าเป็นสีมาเดิม ทั้งไม่ได้ทำการสวดถอนก่อน สีมาใหม่ที่สมมติขึ้นนั้นย่อมวิบัติใช้ไม่ได้

พิธีสวดทักสีมา
จากนั้น“การฝังลูกนิมิต” นี้ มีชื่อเรียกเป็นทางการอีกอย่างหนึ่งว่าการ “ผูกพัทธสีมา” ซึ่งก็แปลว่า เขตทำสังฆกรรมที่กำหนดตามพุทธานุญาต โดยปัจจุบันจะเริ่มจากพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันในอุโบสถหรือโบสถ์ เพื่อทำพิธี สวดถอน เพื่อให้แน่ใจว่ามิให้อาณาบริเวณที่จะกำหนดเป็นเขตแดนนี้ ไปทับที่ที่เคยเป็นสีมาเดิมหรือสีมาเก่ามาก่อน หรือเป็นที่ที่มีเจ้าของครอบครองอยู่ก่อน เมื่อพระสงฆ์สวดถอนเป็นแห่งๆ ไปตลอดสถานที่ที่กำหนดเป็นเขตแดนทำสังฆกรรมแล้วว่า มีอาณาเขตเท่าใด โดยทั่วไปลูกนิมิตที่ใช้ผูกสีมาจะมีจำนวน ๙ ลูก โดยฝังตามทิศต่างๆ โดยรอบอุโบสถทั้ง ๘ ทิศๆ ละ ๑ ลูก และฝังไว้กลางอุโบสถอีก ๑ ลูก เป็นลูกเอก เมื่อจะผูกสีมาพระสงฆ์จำนวน ๔ รูป หรือจตุวรรคสงฆ์ ก็จะเดินตรวจลูกนิมิตที่วางไว้ตามทิศต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่ทิศตะวันออกเป็นต้นไปเรียกว่า สวดทักสีมา เวียนขวาไปจนครบทั้ง ๘ ทิศ หรือ ๘ ลูกนิมิต จนครบทุกทิศ และมาจบที่ทิศตะวันออกอีกครั้ง เพื่อให้แนวนิมิตบรรจบกันเป็นสี่เหลี่ยมหรือวงกลม เมื่อสวดทักนิมิตจบแล้วก็จะกลับเข้าไปประชุมสงฆ์ในอุโบสถ และสวดประกาศสีมาอีกครั้ง หลังจากนั้นก็จะทำการตัดลูกนิมิตลงหลุมเพื่อกลบ แล้วสร้างเป็นซุ้มหรือก่อเป็นฐานตั้งใบสีมาต่อไป

ใบสีมา นี้จะถูกตั้งหรือตั้งครอบอยู่บนลูกนิมิตที่ถูกฝังอยู่ภายใต้พื้นดิน ซึ่งที่เป็นดังนี้ก็อาจเพื่อให้เป็นที่สังเกตได้ง่ายว่า สถานที่ตรงบริเวณใด เป็นที่ประดิษฐานลูกนิมิตไว้ข้างใต้ เพื่อให้รู้เขตแดนของวิสุงคามสีมาที่มีลูกนิมิตฝังอยู่ เพื่อให้สังเกตได้ชัดเจนและง่ายขึ้น และใบเสมานั้น ก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นตามแต่ช่างจะออกแบบให้สวยงาม โดยนำนิมิตหมายเอา สัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนามาประดิษฐ์เป็นลวดลายของใบเสมา เช่น เครื่องหมายธรรมจักร สัญลักษณ์กวางหมอบ หรือรูปเทวดา ความแตกต่างของวัดที่ตั้งใบเสมาลงบนลูกนิมิต

วัดราษฏร์ ใบเสมาจะตั้งใบเดียวต่อลูกนิมิต ๑ จุด วัดทั่วไปจะมีใบเสมาจำนวน ๘ ใบ คือใบเสมาที่ตั้งครอบลูกนิมิตจำนวน ๘ ลูก รอบอุโบสถ ใบเสมา ๑ ใบครอบลูกนิมิต ๑ ลูก ส่วนนิมิตลูกเอกหรือนิมิตที่อยู่ในอุโบสถนั้นไม่ต้องตั้งใบเสมา ซึ่งการจะสังเกตว่านิมิตลูกเอกนั้นตั้งอยู่บริเวณไหน ให้ถือเอาใจกลางอุโบสถเป็นหลัก หรือสังเกตุจากสายพระเนตรของพระพุทธรูปที่ทอดพระเนตรลงเป็นมุม ๔๕ องศา ตรงหน้าพระพักตร์ของพระพุทธรูปพระประธานของอุโบสถ

วัดหลวง ใบเสมาจะตั้งเป็นใบเสมาคู่ต่อลูกนิมิต ๑ จุด เพื่อให้รู้ว่าวัดแห่งนั้นเป็นวัดหลวง และอุโบสถของวัดหลวงจะเรียกขึ้นต้นด้วยคำว่า พระ เช่น พระอุโบสถ แต่ถ้าเ็ป็นวัดราษฏร์ทั่วไปจะเรียกว่า อุโบสถ ดังนั้นใบเสมาของวัดหลวงที่ตั้งครอบลูกนิมิตจำนวน ๘ ลูก แต่ละลูกจะมีใบเสมาจำนวน ๒ ใบอยู่คู่กัน จึงทำให้วัดที่ถูกตั้งเป็นวัดหลวงนั้นต้องผูกใบสีมา จำนวน ๑๖ ใบ ครอบลูกนิมิตโดยรอบอุโบสถทั้ง ๘ ลูกนั้น ทั้งนี้เพื่อให้เห็นความแตกต่างและสังเกตุได้ง่ายถึงความต่างระหว่าง วัดราษฏร์ และวัดหลวง

การผูกพัทธสีมา
“นิมิต” แปลว่า เครื่องหมาย” ลูกนิมิตทั้ง ๙ ลูก องค์แทนพระพุทธองค์และพระอัครสาวกทั้ง ๘ "การฝังลูกนิมิต" นี้ มีชื่อเรียกเป็นทางการอีกอย่างหนึ่งว่าการ "การผูกพัทธสีมา" ซึ่งก็แปลว่า..เขตทำสังฆกรรมที่กำหนดตามพุทธานุญาต หรือการกำหนดเขตของวัด ก็จะทำการตัดลูกนิมิตลงหลุมเพื่อกลบ แล้วสร้างเป็นซุ้มหรือก่อเป็นฐานตั้งใบสีมาต่อไป ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อนตั้งใบสีมาต่อไป

ความหมายของลูกนิมิตทั้ง ๙ ลูก
ลูกนิมิตทั้ง ๙ ลูกนั้น จำนวน ๑ ลูก ซึ่งถือเป็นนิมิตเอกนั้นจะตั้งอยู่กลางอุโบสถ..เพื่อถวายการ บูชาพระพุทธเจ้า ส่วนจำนวน ๘ ลูก ถูกจัดให้อยู่ตามทิศต่างๆ โดยรอบอุโบสถ ซึ่งทิศที่อยู่รอบอุโบสถนั้นเรียกว่าทิศทั้ง ๘ มีความหมายที่เป็นมงคล คือ เพื่อเป็นสัญลักษณ์หรือองค์แทนพระอรหันตสาวก และเพื่อเป็นการบูชาพระอรหันต์สาวกผู้ใหญ่ประจำทิศ หรืออีกนัยหนึ่งนั้นเป็นองค์แทนพระอรหันต์สาวกที่รักษาอุโบสถ หรือเขตพุทธาวาสของพระพุทธเจ้า และเป็นการบูชาเทพนพเคราะห์ ทั้ง ๙ ให้เกิดบุญและสิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัว โดยแต่ละลูก มีความหมายดังนี้

  1. นิมิตลูกเอก ฝังไว้บริเวณใจกลางอุโบสถ เป็นลูกที่มีความสำคัญมาก ถือเป็นประธานของลูกนิมิตทั้งหมด ฝังไว้บริเวณใจกลางอุโบสถ หรือบางท่านเรียกว่า สะดือโบสถ ก็มีรายล้อมด้วยลูกนิมิตอีก ๘ ลูก เป็นการถวายการ บูชาพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบรมศาสดาเอก ของพระพุทธศาสนาผู้เป็นพระประมุขแห่งสงฆ์ เป็นการอัญเชิญและ บูชาพระเกตุ เทพผู้คุ้มครองสถานที่ส่วนกลางของอุโบสถ

  2. ทิศตะวันออก (ทิศบูรพา) ลูกที่อยู่ด้านหน้าของอุโบสถถือเป็นลูกบริวาร ที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นลูกแรกที่ต้องเริ่มนับยกเว้นลูกกลางสะดือโบสถ์ ดังนั้นจึงเปรียบนิมิตลูกนี้เหมือนปฐมสาวก หรือพระสาวกองค์แรกของพระพุทธเจ้า คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระะอัครสาวก เป็นเอตทัคคะ ผู้รู้ราตรีกาลนาน คือ มีความรู้มาก ผ่านโลกมามาก คือมีความรู้มาก ผ่านโลกมามาก เนื่องจากท่านเป็นผู้เดียวที่เมื่อยังเป็นพระดาบสที่ทำนายพระราชกุมาร คือพระพุทธเจ้า เมื่อมีพระประสูติกาล และทำนายว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และพระดาบสก็เฝ้ารอการบรรพชาของพระองค์ เพื่อจะได้ออกบวชตามพระองค์ และถวายตัวเป็นพระอัครสาวก การฝังลูกนิมิตไว้ด้านทิศตะวันออกเพื่อเป็นการบูชา พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นการอัญเชิญ บูชาพระจันทร์ เทพผู้คุ้มครองสถานที่ส่วนด้านหน้าของอุโบสถ

  3. ทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ทิศอาคเนย์) หรือด้านหน้าฝั่งขวาของอุโบสถ การฝังลูกนิมิตไว้ทางทิศนี้เพื่อบูชา พระมหากัสสปะเถระ พระะอัครสาวก ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ ผู้ทรงธุดงค์คุณ ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานสงฆ์ทำสังคายนา เป็นการอัญเชิญและ บูชาพระอังคาร เทพผู้คุ้มครองสถานที่ ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของอุโบสถอีกองค์หนึ่ง

  4. ทิศใต้ (ทิศทักษิณ) เป็นลูกนิมิตที่อยู่ด้านขวาของอุโบสถ เป็นการบูชา..พระสารีบุตร พระอัครสาวกฝ่ายขวา พระอัครสาวกผู้ได้รับการยกย่องว่า เป็น เอตทัคคะผู้เลิศในทางปัญญา เป็นการอัญเชิญ และ บูชาพระพุธ เทพผู้คุ้มครองสถานที่ด้านทิศใต้ของอุโบสถ

  5. ทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ทิศหรดี) หรือทิศด้านหลังฝั่งขวาของอุโบสถ การฝังลูกนิมิตทางด้านทิศนี้ เพื่อบูชา พระอุบาลีเถระ พระอัครสาวกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ ผู้เลิศในทางวินัย และเป็นการอัญเชิญและ บูชาพระเสาร์ ซึ่งเป็นเทพหนึ่งในนพเคราะห์ทั้ง ๙ คือ เทพผู้ดูแลคุ้มครองสถานที่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของอุโบสถ

  6. ทิศตะวันตก (ทิศประจิม) เป็นลูกนิมิตที่ฝังอยู่ด้านหลังของตัวอุโบสถ เครื่องหมายของเงา ซึ่งเปรียบได้กับพระเถระที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก คอยเฝ้าติดตามดูแลปรนนิบัติรับใช้พระพุทธองค์เหมือนเงาตามตัว ดังนั้นการฝังลูกนิมิตทางทิศนี้ เพื่อเป็นการบูชา พระอานนท์เถระ พระอัครสาวกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น เอตทัคคะ ผู้เลิศในทางพหูสูต และเป็นมหาพุทธอุปัฎฐากแด่พระพุทธเจ้า และอัญเชิญบูชา พระพฤหัสบดีเทพคุ้มครองทิศตะวันตก

  7. ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) การฝังลูกนิมิตที่ฝังอยู่ด้านหลังฝั่งซ้าย ของอุโบสถทางด้านทิศนี้ เป็นการบูชา พระควัมปติเถระพระอัครสาวก ผู้ด้รับการยกย่องว่าเป็น เอตทัคคะผู้เลิศในทางลาภสักการะและรูปงาม ท่านเป็นพระอรหันต์องค์ที่ ๑๐ ของโลก และเป็นสหาย ๑ ใน ๔ ของพระยสะกุลบุตร อีกทั้งเป็นบุตรของนางสุชาดา ผู้ถวายข้าวมธุปายาส ในวันก่อนที่พระพุทธเจ้าจะได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และอัญเชิญ บูชาพระราหู ซึ่งเป็นเทพประจำทิศนี้

  8. ทิศเหนือ (ทิศอุดร) ลูกนิมิตที่ฝังทางด้านทิศนี้ถือเป็นลูกที่มีความสำคัญอีกลูกหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านซ้ายของตัวอุโบสถ เพื่อเป็นการบูชา พระมหาโมคคัลลานะ พระอัครสาวกฝ่ายซ้ายของพระพุทธเจ้าผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะผู้เลิศ ในทางแสดงฤทธิ์ และอัญเชิญบูชา พระศุกร์ เทพคุ้มครองรักษาประจำทิศนี้

  9. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอีสาน) ลูกนิมิตที่ฝังอยู่ด้านหน้าฝั่งซ้ายของอุโบสถทางทิศเหนือนี้ เป็นสัญญลักษณ์แห่งความผูกพัน มีผลทางด้านจิตใจ ถือเป็นทิศสุดท้าย เพื่อเป็นการบูชา..พระราหุลเถระ ซึ่งเป็นพระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะ พระอัครสาวกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ ผู้เลิศในทางการศึกษา และอัญเชิญ บูชาพระอาทิตย์ เทพผู้คุ้มครองรักษาประจำทิศนี้

สิ่งเหล่านี้เป็นคตินิมิตที่ครูบาอาจารย์ท่านได้แสดงไว้ว่าทำไมลูกนิมิตถึงมีจำนวน ๙ ลูก จึงนำเกร็ดความรู้อันเป็นประโยชน์ต่อสาธุชนชาวพุทธให้ได้ลองศึกษาดู.. เพราะเราเป็นชาวพุทธจึงควรศึกษาให้เข้าใจไว้..

อานิสงส์ของการฝังลูกนิมิต
ด้วยเหตุที่ในสมัยก่อน การที่จะสร้างอุโบสถได้หลังหนึ่ง หรือแม้จะซ่อมแซมอุโบสถเก่าให้สวยงามขึ้นมิใช่เรื่องง่ายๆ และต้องใช้ระยะเวลานานมาก ดังนั้น จึงเชื่อกันว่า หากใครได้มีโอกาสทำบุญ “ฝังลูกนิมิต” หรือว่าได้ร่วมสร้างอุโบสถไว้ในพระพุทธศาสนาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา คือ การบูชาคุณของพระพุทธเจ้า และเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ให้พระภิกษุสงฆืได้ใช้ทำสังฆกรรมนั้น จะมีอานิสงส์ถึง ๖ ประการด้วยกัน
อานิสงส์ถึง ๖ ประการคือ

  • ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทุกชาติ ปราศจากอุปัททวะ ทั้งหลาย
  • ไม่เกิดในตระกูลต่ำ
  • หากเกิดในมนุษย์โลก ก็จะเกิดเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์
  • หากเกิดในเทวโลก ก็จะเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช
  • จะสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง มีผิวพรรณผ่องใส และ
  • มีอายุยืนนาน 

นอกจากนี้ในพิธีผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตนั้นนิยมจะใส่สมุด ดินสอ เข็มและด้าย เป็นต้น  ลงไปในหลุมที่ฝังลูกนิมิตด้วย ทั้งนี้เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นนิมิตหมายแห่งความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ได้สร้างบุญ ซึ่งขอนำมาอรรถาธิบายโดยสังเขป ดังนี้

  • เข็ม หมายถึง ความเป็นผู้มีปัญญา สามารถรู้แจ้งแทงตลอดอย่างทะลุปรุโปร่ง
  • ด้าย หมายถึง  ความเป็นผู้มีอายุยืนยาวตราบเท่าอายุขัย
  • ธูป หมายถึง พระคุณของพระพุทธเจ้า  ๓  ประการ คือ พระบริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ  และพระมหากรุณาธิคุณ ที่เราทั้งหลายน้อมรำลึกถึงอยู่  ธูปจึงเป็นสัญญลักษณ์แห่งการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
  • เทียน หมายถึง  พระธรรมอันแสดงถึงความสว่างไสวประดุจดังประทีปส่องสว่าง  ฉะนั้น  เทียนจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการบูชาพระธรรม
  • ดอกไม้ หมายถึง  ความสวยงาม  ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ดอกไม้จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการบูชาพระสงฆ์ ซึ่งดอกไม้หลากสีสัน เมื่อนำมาใส่แจกันจัดเป็นดอกไม้จึงทำให้เกิดความสวยสดงดงาม อุปมาดังหมู่สงฆ์ที่มาจากต่างตระกูล ต่างครอบครัว เมื่อมาอยู่ร่วมกันในร่มพระพุทธศาสนาแล้วก็ก่อให้เกิดความงดงามอย่างยิ่ง
  • แผ่นทอง หมายถึง ธรรมดาว่า ทองคำ  เป็นคุณชาติที่สูงค่าที่นำมาปิดองค์พระ ลูกนิมิต ช่อฟ้า เป็นเครื่อง แสดงให้เห็นถึงความยกย่อง เชิดชูบูชาด้วยใจที่สูงส่ง ผลานิสงส์ย่อมอำนวยผลให้ได้ผลสำเร็จในสิ่งที่เป็น ความงามโดยประการทั้งปวง
  • สมุด,แผ่นกระดาษ ดินสอ สำหรับจดบันทึกจารึกสิ่งต่าง ๆ ไว้ หมายถึง ความเป็นผู้ทรงจำดี  ไม่มีหลงลืมเลือน

อันที่จริงแล้ว “การฝังลูกนิมิต” เพื่อกำหนดเขตทำสังฆกรรม หรือปัจจุบันก็คือ การกำหนดเขตที่เป็นอุโบสถนั้น  เป็นกิจของสงฆ์โดยเฉพาะ ฆราวาสหรือชาวบ้านไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด แต่เนื่องจากปัจจุบันอุโบสถมิเพียงแต่จะเป็นสถานที่ที่สงฆ์ใช้ทำสังฆกรรมเท่านั้นแต่ยังเป็น ศาสนสถานที่พุทธศาสนิกชนใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมอื่นๆ ด้วย  อีกทั้งไม่ว่าจะสร้างหรือซ่อมแซมอุโบสถขึ้นใหม่ จำเป็นต้องมีการผูกสีมาใหม่ทุกครั้ง  ดังนั้นทางวัดต่างๆ จึงมักจะประกาศเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนได้มาทำบุญสร้างกุศล เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และยังเป็นการยกย่องบูชาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ อีกด้วย

การขอพระราชทานวิสุงคามสีมา
การขอพระราชทานวิสุงคามสีมานั้น เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพื่อถวายที่ดินบริเวณนั้นให้เป็นสิทธิ์ของสงฆ์ ที่เรียกว่าขอ วิสุงคามสีมา คือ เขตแดนที่ได้พระราชทานแก่สงฆ์ เพื่อใช้เป็นที่ทำสังฆกรรม เป็นการแยกส่วนบ้านออกจากส่วนวัด ซึ่งคำว่า วิสุง แปลว่า ต่างหาก, คาม แปลว่า บ้าน การที่ต้องขอพระบรมราชานุญาตเพราะถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของแผ่นดิน การจะกระทำการใดๆ บนพื้นแผ่นดินจึงต้องขอพระบรมราชานุญาตก่อน เมื่อมีพระบรมราชานุญาตพระราชทานที่ดินนั้นเป็นเขตพุทธาวาสแก่หมู่สงฆ์แล้ว ที่ดินที่พระราชทานนั้นก็เป็นสิทธิ์ขาดของพระพุทธศาสนา ซึ่งใครๆ จะทำการซื้อขาย จำหน่ายจ่ายโอนมิได้โดยเด็ดขาด ถือเป็นเขตพุทธาวาส คือเป็นอาวาสหรือเขตแดนของพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนา หรือสิทธิของพระภิกษุสงฆ์โดยถูกต้องสมบูรณ์

ในปัจจุบันนี้ เมื่อมีการก่อสร้างอุโบสถขึ้นภายในวัดใด เมื่อการก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จ ก่อนการทำสังฆกรรมเกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนของอุโบสถหรือฝังลูกนิมิตนั้น ทางวัดหรือเจ้าอาวาสผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในวัดนั้นๆ ที่ได้จัดสร้างอุโบสถขึ้นใหม่ จะต้องแจ้งการสร้างอุโบสถของวัดไปยังเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งเจ้าคณะจังหวัดก็จะมีคณะพระภิกษุสงฆ์ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ไปทำการตรวจสอบอุโบสถที่จัดสร้างขึ้นใหม่ แล้วให้วัดทำหนังสือขอพระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งหนังสือเอกสารที่นำแจ้งขอพระราชทานวิสุงคามสีมานี้ จะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบตามลำดับที่ได้กล่าวมา และแจ้งขนาดของอุโบสถให้ถูกต้องว่าอุโบสถมีขนาดพื้นที่ความสูง ความกว้าง ความยาว เท่าไร เมื่อเอกสารการขอพระราชทานวิสุงคามสีมาได้รับการจัดทำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับการอนุมัติรับรองไปตามลำดับขั้น ตั้งแต่เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด และ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดที่วัดนั้นสังกัดอยู่ จนถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำเอกสารขอพระราชทานวิสุงคามสีมานำเสนอไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานทางพระพุทธศาสนารับรองอนุมัติ  ต่อจากนั้นนำทูลสมเด็จพระสังฆราชทรงประทานอนุมัติ แล้วเสนอเพื่อนำความกราบบังคมทูล ขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาต่อไป ซึ่งขั้นตอนต่างๆ มีลำดับดังนี้

ปัจจุบัน การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา มีขั้นตอนและวิธีดำเนินการ
ตามที่ได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ.๒๕๐๗) ออกตามความ
ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ดังนี้

  1. เจ้าอาวาสเสนอรายงานขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาตามแบบ ต่อเจ้าคณะตำบลและเจ้าคณะอำเภอ
  2. เมื่อเจ้าคณะตำบลและเจ้าคณะอำเภอ เห็นสมควรให้นำปรึกษานายอำเภอ แล้วเสนอเรื่องและความเห็นไปยังเจ้าคณะจังหวัด
  3. เมื่อเจ้าคณะจังหวัดเห็นสมควร ให้นำปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วเสนอเรื่องและความเห็นไปยังเจ้าคณะภาค และสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด
  4. เมื่อเจ้าคณะภาคเห็นสมควรแล้ว ให้ส่งเรื่องและความเห็นไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาต
  5. เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นสมควรแล้ว จะได้นำเสนอ ไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่นำเรื่อง กราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กราบทูลสมเด็จพระสังฆราช เพื่อทรงประทานอนุมัติ แล้วเสนอเพื่อนำเรื่องกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมาเพื่อนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาต่อไป   
  6. เมื่อพระราชทานวิสุงคามสีมาแก่วัดใดแล้วให้นายอำเภอท้องที่ที่วัดนั้น ตั้งอยู่ดำเนินการปักหมายเขตที่ดินตามที่ได้พระราชทานต่อไป

อนึ่งในการขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะดำเนินการขอให้กับวัดที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และส่งรายงานการขอรับ พระราชทานมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปีละ ๖ งวด โดยจะรวบรวมรายชื่อวัด แล้วเสนอขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา ๒ เดือนต่อ ๑ งวด

*******************************************
การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา
มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๗/๒๕๕๐
สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม
มติที่ ……………………………………………...

เรื่อง การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา

       ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๗/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๐ เลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยกองพุทธศาสนา ได้รายงานว่าปัจจุบันวัดต่างๆ ได้ทำเรื่องขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา โดยผ่านความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง และเจ้าคณะผู้ปกครองฝ่ายสงฆ์ มายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อดำเนินการและเรื่องยังไม่แล้วเสร็จ ทางวัดได้กำหนดจัดงานผูกพัทธสีมาไว้ล่วงหน้า โดยที่ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ทำให้ประสบปัญหาไม่สามารถจัดงานได้
       สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขอนมัสการว่า ในการขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานที่นำเรื่องกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมา และ นำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีเรื่องอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะต้องดำเนินการให้ตามลำดับ ซึ่งไมสามารถ ทราบได้ล่วงหน้าว่าขั้นตอนดังกล่าวจะดำเนินการเสร็จสิ้นเมื่อใด
        สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยกองพุทธศาสนสถาน
พิจารณาแล้วเห็นควรแจ้งเจ้าคณะจังหวัดเกี่ยวกับการขอรับพระราชทาน
วิสุงคามสีมาว่า ควรได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาก่อน แล้วจึงกำหนด
จัดงานผูกพัทธสีมาและตัดลูกนิมิต และแจ้งเจ้าอาวาสที่ขอรับพระราชทาน
วิสุงคามสีมา ไม่ให้กำหนดวันจัดงานจนกว่าจะได้รับประกาศ.           

ที่ประชุมพิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบตามที่เสนอ
(นางจุฬารัตน์  บุณยากร)
ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

*******************************************

 

 


   

 



                 





    
        

                           
         
                               
         

 

            

วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ

ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ ประจำจังหวัดเชียงราย  :  ศูนย์พัฒนาคุณธรรม-จริยธรรมประจำจังหวัดเชียงราย
๓๙๕ หมู่ ๑๑ ตำบลธารทอง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ๕๗๒๕๐ โทรศัพท์ (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕ โทรสาร (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕

website : www.watthumpra.com / www.watthampra.com             email :
info@watthumpra.com / watthampra@hotmail.com