รับเข้าสู่สถานปฏิบัติธรรม กับธรรมชาติที่สัปปายะ สงบ สะอาด ป่าไม้ ถ้ำ และภูเขา บนเนื้อที่ ๘๐ ไร่ ..วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ อ.พาน จ.เชียงราย โทร.053 184 325
 

วันเข้าพรรษา
วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ

                     
วันเข้าพรรษา คือ วันที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระภิกษุจำพรรษา ๓ เดือน
ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในปีอธิกมาส
 
  

   
 

ความเป็นมา :
กล่าวถึงการบัญญัติพระวินัยเรื่องการเข้าพรรษาไว้ในพระไตรปิฏกกล่าวคือ สมัยเมื่อพระพุทธเจ้า ได้ทรงประกาศธรรม สั่งสอนธรรม ได้มีผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระธรรมของพระพุทธเจ้าจึงได้เข้ามาอุปสม-บรรพชาเป็นพระภิกษุมากขึ้น ซึ่งเวลานั้นพระพุทธเจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติให้ิ้พระภิกษุจำพรรษา ดังนั้น พระภิกษุจึงเที่ยวจาริกตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ทำให้คนทั้งหลายติเตียนที่พระภิกษุได้เที่ยวจาริกไปตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน อีกทั้งได้เผลอเหยียบย่ำต้นข้าว แปลงนา พืชพันธัญหาร พืชผลทางการเกษตรเสียหาย และอาจเบียดเบียนสัตว์เล็กสัตว์น้อยจำนวนมากจนตาย นอกจากนี้คนทั้งหลายได้บอกให้ดูอย่างพวกนอกศาสนาที่ยังหยุดพักในช่วงฤดูฝน เมื่อพระภิกษุ ได้ยินคนพวกนั้นติเตียน จึงนำเรื่องการถูกติเตียนนี้กราบทูลแด่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาตลอดถ้วนไตรมาส ๓ เดือน”

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระภิกษุจำพรรษาในฤดูฝนตลอดระยะเวลา ๓ เดือน โดยวันเข้าพรรษาที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตมีอยู่ ๒ วัน คือ

  1. ปุริมิกา หรือ ปุริมพรรษา หรือ วันเข้าพรรษาต้น ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในปีอธิกมาส (วันถัดจากวันอาสาฬหบูชา) และออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑
  2. ปัจฉิมิกา หรือ ปัจฉิมพรรษา หรือ วันเข้าพรรษาหลัง ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ซึ่งบัญญัติไว้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถเข้าพรรษาต้น ก็ให้เลื่อนไปเข้าพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๙ ก็ได้ และไปออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

การเข้าพรรษา คือ การที่พระภิกษุสงฆ์ตกลงตั้งใจว่าจะอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งตลอดถ้วนไตรมาส ๓ เดือนในฤดูฝนโดยเมื่อตกลงใจที่จะอยู่จำพรรษาที่วัดใดแล้วในช่วงตลอดระยะเวลา ๓ เดือน นั้นพระภิกษุสงฆ์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงที่อยู่จำพรรษา โดยไม่มีเหตุจำเป็นอันมีบัญญัตไว้ในพระวินัย  หากพระภิกษุรูปใดฝ่าฝืนถือว่าอาบัติ ซึ่งการอยู่จำพรรษานี้ถือเป็นข้อ ปฏิบัติสำหรับพระภิกษุโดยตรง โดยมีพระวินัยบัญญัติไว้ให้พระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติตามทุกรูป และละเว้นไม่ได้ไม่ว่ากรณีใดๆ แต่อย่างไรก็ตามพระพุทธเจ้าได้ทรงอนุโลมให้เดินทางได้ในระหว่างพรรษา เรียกว่า“สัตตาหกรณียะ  คือ มีกิจจำเป็นซึ่งพระวินัยได้อนุญาตให้ไปค้างแรมที่อื่นได้โดยมีข้อจำกัดว่าจะต้องกลับมายังสถานที่ที่อยู่จำพรรษาเดิมภายใน ๗ วัน ซึ่งกรณีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุโลมได้แก่

  1. เมื่อทายก ทายิกา ปราถนาจะบำเพ็ญกุศลแล้วมานิมนต์ ก็ให้ไปเพื่อรักษาศรัทธาได้
  2. ถ้าสงฆ์ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งเกิดอธิกรณ์ขึ้น ก็ให้ไปเพื่อระงับอธิกรณ์ได
  3. ถ้าบิดา มารดา ญาติ พี่น้อง พระอุปัชฌาย์เป็นไข้เจ็บป่วย เมื่อทราบก็ให้ไปได้
  4. พระวิหารในที่แห่งอื่นเกิดชำรุดเสียหาย ให้ไปหาาสิ่งของเพื่อมาปฏิสังขรพระวิหารนั้นได้
  5. เมื่อถูกสัตว์ร้ายรบกวน ถูกโจรปล้น พระวิหารถูกไฟไหม้ หรือถูกน้ำท่วมก็ให้ไปจากที่นั้นได
  6. เมื่อชาวบ้านถูกโจรปล้น อพยพหนีไป ก็ให้ไปกับพวกชาวบ้านได้ โดยให้ไปกับชาวบ้านที่มีความ เลื่อมใสศรัทธาสามารถที่จะให้ความอุปถัมภ์ได้
  7. เมื่อที่ใดเกิดความขาดแคลนอาหารหรือยารักษาโรค ขาดผู้อุปถัมภ์บำรุงได้รับความลำบาก ก็อนุญาตให้ไปจากที่นั้นได้
  8. ถ้าหากมีผู้เอาทรัพย์มาล่อ ก็อนุญาตให้ไปจากที่นั้นได้
  9. หากภิกษุสงฆ์หรือภิกษุณีสงฆ์แตกกัน หรือมีผู้พยายามจะให้แตกกัน ถ้าการไปจากที่นั้นสามารถระงับการแตกกันได้ ก็อนุญาตให้ไปได้

ธรรมเนียมปฏิบัติในวันเข้าพรรษา

  • ธรรมเนียมสงฆ์
    ธรรมเนียมปฏิบัติในวันเข้าพรรษาจะเป็นพิธีทางสงฆ์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติของพระภิกษุุนั้นจะเริ่มตั้งแต่ก่อนจะถึง วันเข้าพรรษา เมื่อพระภิกษุสงฆ์ท่านได้ตกลงตั้งใจที่จะอยู่จำพรรษาที่วัดใดตลอด ถ้วนไตรมาส ๓ เดือนนั้นแล้ว พระภิกษุจะทำการซ่อมแซมเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมให้อยู่ในสภาพที่ดี เหมาะแก่การใช้เป็นที่อยู่อาศัยตลอดจนปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาด สำหรับสาเหตุุที่ต้องดูแลเสนาสนะให้มั่นคงและสะอาด ก็เพื่อจะได้ใช้บำเพ็ญสมณกิจในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวฝนจะรั่วรดอุโบสถในขณะที่ทำสังฆกรรมไหว้พระสวดมนต์
    เมื่อวันเข้าพรรษาเวียนมาบรรจบ พระภิกษุสามเณรทั้งหมดภายในวัดจะเตรียมดอกไม้ ธูป เทียนใส่พานหรือภาชนะที่สมควร เพื่อใช้สักการะปูชนียวัตถุต่างๆ ในวัดและใช้ทำสามีจิกรรม คือ การทำความเคารพกัน ตามธรรมเนียมของพระภิกษุสามเณรในระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อยตามธรรมเนียมสงฆ์ โดยจะเตรียมให้พร้อมก่อนกำหนดเวลา และการประกอบพิธีดังกล่าวต้องประชุมพร้อมกันในอุโบสถ ส่วนกำหนดเวลานั้นก็อยู่ที่สงฆ์ประชุมตกลงกันตามที่เห็นสมควร แต่โดยส่วนมากจะกำหนดในตอนเย็น ก่อนค่ำ เพื่อความสะดวกแก่เวลาที่พระภิกษุและสามเณรต้องลงอุโบสถ การจัดที่นั่งในอุโบสถนั้นก็โดย จัดให้นั่งตามลำดับอาวุโสพรรษา โดยพระภิกษุท่านจะสอบถามพรรษากันว่าท่านไหนมีพรรษา คือ บวชมานานก่อนท่านอื่นๆ แล้วก็ จัดเรียงการนั่งตามลำดับพรรษาจากมากที่สุด ไปจนถึงพรรษาน้อยที่สุด ไม่ใช่นั่งตามศักดิ์ และเรียงแถวจากขวามือไปซ้ายมือหันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปที่เป็นองค์ประธาน

การลงอุโบสถ
มีสิ่งที่พระภิกษุสงฆ์และสามเณรจะพึงปฏิบัติ คือ

  1. ทำวัตรเย็น
  2. การแสดงพระธรรมเทศนา เรื่อง“วัสสูปนายิกากถา” หรืออ่านประกาศเรื่อง“วัสสูปนายิกา” โดยแสดงเป็นเทศนาตามหนังสือเทศน์ที่มี หรือ อ่านเป็นประกาศเพื่อให้พระภิกษุ สามเณร ที่ประชุมกันนั้นได้ทราบเรื่องวัสสูปนายิกาเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ให้ถือตามธรรมเนียมนิยมของวัดนั้นๆ ถ้าจะใช้แบบอ่านประกาศคำประกาศนั้นควรมีสาระสำคัญดังนี้
    . บอกให้รู้เรื่องการอยู่จำพรรษา
    . แสดงเรื่องที่มาในบาลีวัสสูปนายิกขันธกะวินัยโดยใจความ
    ค. บอกเขตของวัดนั้นๆ ที่จะต้องรักษาพรรษาหรือเรียกกันว่า “รักษาอรุณ “
    . บอกเรื่องการถือเสนาสนะและประกาศให้รู้ว่าจะให้ถืออย่างไร หรือเมื่อถือเสนาสนะแล้วจะต้องปฏิบัติอย่างไร
    . หากมีกติกาอื่นใดในเรื่องจำพรรษาร่วมกันนี้ ก็ให้บอกได้ในประกาศนี้ ซึ่งการอ่านประกาศนี้ จะอ่านบนธรรมมาสน์เทศน์ หรือที่สำหรับสวดปาติโมกข์ หรือนั่งประกาศข้างหน้าสงฆ์ ก็ได้
  3. ำสามีจิกรรม คือ ขอขมาโทษต่อกัน
  4. เจริญพระพุทธมนต์
  5. สักการะบูชาปูชนียวัตถุสถานภายในวัด

ซึ่งในวันเข้าพรรษาถือว่าเป็นกรณียกิจพิเศษสำหรับพระภิกษุสงฆ์ที่จะต้องมีการ “อธิษฐานพรรษา” ที่ปฏิบัติสืบกันมาโดยที่ พระภิกษุผู้จะเข้าอยู่จำพรรษาจะต้องจั้งจิตอธิฐานเปล่งวาจาว่า จะขออยู่จำพรรษาในวัด สถานที่ใดสถานที่หนึ่งสถานที่เดียวจนครบกำหนดถ้วนไตรมาส ๓ เดือน

สำหรับวิธีปฏิบัติคือ เมื่อเสร็จพิธีที่ควรปฏิบัติในเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว ให้ภิกษุสามเณรทั้งหมดนั่งคุกเข่าขึ้นพร้อมกัน หันหน้าไป ทางพระพุทธรูปองค์ประธาน แล้วกราบพระ ๓ ครั้ง จากนั้นพระเถระผู้เป็นประธาน หรือเจ้าอาวาสนำประณมมือตั้งว่า “นโม” ดังนี้

“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต; อะระหะโต; สัมมาสัมพุทธัสสะ” (พร้อมกัน ๓ จบ)
ต่อจากนั้นนำเปล่งวาจา คำอธิษฐานพรรษา เป็นภาษาบาลีว่า
“อิมัสะมิง อาวาเส อิมัง เตมาสัง วัสสัง  อุเปมิ”
หรือ
“อิมัสะมิง วิหาเร อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ”


แปลว่า “
ข้าพเจ้าขออยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือนในอาวาสนี้ หรือในวิหารนี้” โดยกล่าวพร้อมกัน ๓ จบ เสร็จแล้วจึงกราบพระพร้อมกัน ๓ ครั้ง แล้วจึงนั่งราบพับเพียบกับพื้น

ธรรมเนียมราษฎร์

   
 
  • ธรรมเนียมราษฎร์
    พิธีการปฏิบัติในวันเข้าพรรษาของพุทธศาสนิกชนนั้น สามารถกระทำได้ตั้งแต่ก่อนวันเข้าพรรษา พระภิกษุสงฆ์ทำความสะอาดเสนาสนะ กุฏิวิหาร หากมีสิ่งใดชำรุดก็จะช่วยกัน ซ่อมแซม หากมีสิ่งใดชำรุด ก็จะช่วยกันซ่อมแซม เพื่อให้พระภิกษุได้บำเพ็ญศาสนกิจได้อย่างเต็มที่

    ในช่วงเข้าพรรษาและเมื่อถึงวันเข้าพรรษาพุทธศาสนิกชนจะนิยมทำบุญตักบาตรกัน ๓ วัน คือวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ สิ่งของที่นิยมนำไปถวายพระภิกษุสงฆ์ได้แก่ขนมที่นิยมทำกันในวันเข้าพรรษาได้แก่ ขนมเทียน

    ก่อนวันเข้าพรรษามักมีธรรมเนียมสำหรับอุบาสก อุบาสิกา โดยจะนำเครื่องสักการะไปถวายพระภิกษุ-สามเณรที่ตนเคารพนับถือ เครื่องสักการะนั้นนิยมมีดอกไม้ ธูป เทียน ผ้าอาบน้ำฝน สบง จีวร และเครื่องปัจจัยสี่ เช่น สบู่ แปลงสีฟัน ยาสีฟัน กระดาษชำระ เป็นต้น จัดเป็นสักการะถวายเฉพาะรูป นอกจากนี้ พุทธศาสนิกชนบางส่วนยังปวารณาต่อพระสงฆ์เื่พื่อรับเป็นโยมอุปัฏฐากจัดหาเครื่องสักการะ หรือจัดหาสิ่งที่ขาดเหลือมาถวายให้แก่พระภิกษุหรือสามเณร ที่ตนเองนับถือ หรือบางรายก็รับอาสามาดูแลทำความสะอาดวัดก็ได้อานิสงฆ์อย่างยิ่ง

 


   

 



                 





    
        

                           
         
                               
         

 

            
วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ
ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ ประจำจังหวัดเชียงราย
ศูนย์พัฒนาคุณธรรม-จริยธรรมประจำจังหวัดเชียงราย
๓๙๕ หมู่ ๑๑ ตำบลธารทอง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ๕๗๒๕๐
โทรศัพท์ (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕ โทรสาร (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕

website : www.watthumpra.com
email : watthumprachiangrai@gmail.com