..
วันวิสาขบูชา
วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ
วิสาขบูชา คือ วันที่พระพุทธเจ้าทรงพระประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖
(หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ในปีอธิกมาส)


วิสาขะ เป็นชื่อเรียกของเดือน ๖ ส่วนคำว่า วิสาขบูชา ย่อมาจากคำว่า วิสาขปุรณมีบูชา แปลว่า
การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๖ ดังนั้นวันวิสาขบูชาจึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (หรือขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ในปีอธิกมาส
คือปีที่มีเดือน ๘ สองหน)
วันวิสาขบูชาเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายถือเอาความอัศจรรย์ ๓ ประการที่เกิดขึ้นกับพระพุทธเจ้า
โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างปี แต่พ้องวันกัน คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ซึ่งความอัศจรรย์ทั้ง ๓ ประการ
ที่เกิดในวันวิสาขบูชา หรือวันขึ้น
๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ในสมัยพุทธกาล ได้แก่
- เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
- เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
- เป็นวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี
๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ
พระพุทธเจ้าทรงประสูติเมื่อวัน ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนการกำหนดใช้พุทธศักราช ๘๐ ปี โดยมีพุทธประวัติสังเขปดังนี้
สวรรค์ชั้นดุสิต
เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๔ ชื่อว่า ตุสิตา หรือ ตุสิตะ หรือ ชั้นดุสิต แปลว่า ยินดีชื่นบาน คือมีปีติอยู่ด้วยสิริสมบัติ
ของตน เทวราชผู้ ปกครองทรงพระนามว่า สันตุสิต ซึ่งพระโพธิสัตว์ผู้สร้างโพธิสมภารที่จะลงมาตรัสเป็น
พระพุทธเจ้าในโลกมนุษย์ย่อมสถิตอยู่ในชั้นนี้ เทพในชั้นนี้เป็นผู้รู้บุญรู้ธรรม เพราะพระโพธิสัตว์ได้ทรงแสดงธรรมสั่งสอนเนืองๆ และความโกลาหลอย่างขนานใหญ่ของเหล่าเทวดาามีอยู่ ๓ สมัย คือ
๑.
สมัยเมื่อโลกจะวินาศ
๒.
สมัยเมื่อพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้น
๓.
สมัยเมื่อพระเจ้าจักรพรรดิจะเกิดขึ้น ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่จะได้จุติในโลกได้ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิตนี้ ซึ่งกาลที่พระพุทธเจ้าจะทรงอุบัตินั้นเหล่าเทวดาก็เกิดโกลาหล จึงได้พากันไปเฝ้าทูลอารธนาพระโพธิสัตว์ให้จุติลงไปตรัส
ปัญจมหาวิโลกนะ
เมื่อพระองค์ได้รับการกราบทูลอัญเชิญจากท้าวมหาพรหมและเทวราชในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น พระองค์ทรงพิจารณา ปัญจมหาวิโลกนะ ได้แก่การพิจารณาถึงสิ่งสำคัญ ๕ ประการ หรือกาลสมัยอันสมควร
ทั้ง ๕ ประการ ดังนี้
ปัญจมหาวิโลกนะ ทั้ง ๕ ประการได้แก่
๑. กาลเวลา
๒. ทวีป
๓. กาลประเทศ
๔. ราชตระกูล
๕. พระมารดา
- กาลเวลา
คือ กาลเวลาแห่งอายุของมนุษย์ คือ ถ้ามนุษย์มีอายุมากเกินแสนปีขึ้นไป หรือต่ำกว่าร้อยปีลงมาก็ไม่ใชกาลที่จะลงมาตรัสรู้ เพราะยุคสมัยที่มนุษย์อายุมากเกินไปก็ไม่อาจเห็นพระไตรลักษณ์ หรือหากอายุสั้นเกินไปก็มีกิเลสหนามากไม่อาจเห็นธรรม แต่ในยุคนี้เป็นยุคที่มนุษย์มีอายุร้อยปีจึงเป็นกาลที่จะลงมาตรัสรู้ได
- ทวีป
ทรงเห็นว่าชมพูทวีปเป็นทวีปที่เหมาะสมที่จะลงมาตรัสรู้
- กาลประเทศ
ทรงเห็นว่า มัชฌิมประเทศ คือท้องถิ่นร่วมกลางชมพูทวีป (ซึ่งบัดนี้อยู่ในอินเดีย ปากีสถานเป็นส่วนมาก เลยเข้าไปในเนปาลบ้าง เช่น สถานที่ประสูติอยู่ในเนปาล) เป็นสถานที่เหมาะที่จะลงมาตรัสรู้
- ราชตระกูล
ทรงเห็นวงศ์ สักยราชตระกูล และพระเจ้าสุทโธทนะจะทรงเป็นพระราชบิดาได้
- พระมารดา
คือ ทรงเห็นพระนางสิริมหามายามีศีลและบารมีธรรม สมควรเป็นพระมารดาได้ ทั้งจะมีพระชนม์สืบไปจากเวลาที่พระโอรสประสูติเพียงเจ็ดวัน สัตว์อื่นไม่อาจอาศัยคัพโภทร(ครรภ์) บังเกิดได้อีก
ครั้นพระโพธิสัตว์ทรงเห็นสถานะทั้ง ๕ มีครบบริบูรณ์แล้ว จึงทรงรับอารธนาจากเหล่าเทวราช เหตุที่จะรู้ว่าพระโพธิสัตว์เทพใกล้จะจุตินั้น เพราะได้เกิดบุพนิมิต ๕ ประการ แก่พระองค์ คือ
- ทิพยบุปผาที่ประดับพระกายเหี่ยวแห้ง
- ทิพยภูษาทรงมีสีเศร้าหมอง
- พระเสโทไหลจากพระกัจฉะ (รักแร้)
- พระสรีรกายปรากฏอาการชรา
- มีพระหทัยเป็นทุกข์เหนื่อยหน่ายจากเทวโลก ไม่ยินดีที่จะสถิตในทิพยอาสน์
ครั้นเห็นว่าอยู่ในสถานะอันสมควรแล้วจึงทรงรับคำทูลของท้าวมหาพรหมแล้วจึงได้เสด็จจุติลงมาปฏิสนธิ ในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายาเทวี พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ ซึ่งในคืนวันเพ็ญเดือน ๘ พระนางสิริมหา มายาทรงอธิษฐานสมาทานอุโบสถศีล ในยามใกล้รุ่งได้ทรงสุบินนิมิตว่าท้าวจตุมหาราชทั้งสี่ได้ทูลเชิญพระนาง เสด็จไปสรงน้ำในสระอโนดาต ชำระล้างมลทินแห่งมนุษย์แล้วทรงผลัดด้วยผ้าทิพย์ลูบไล้ด้วยของหอมทรงประดับบุปผชาติอันเป็นทิพย์ แล้วเชิญเสด็จเข้าที่บรรทมบนพระแท่นในวิมานทองในภูเขาเงิน ทรงบ่ายพระเศียร ไปยังทิศตะวันออก

๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
พระองค์ทรงตรัสรู้ในตอนเช้ามืด วันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี (หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี) ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม
ปัจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้ เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย
พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นการตรัสรู้อันยอดเยี่ยมไม่มีผู้เสมอเหมือน ดังนั้น วันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงจัดเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวันที่บังเกิดพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะอุบัติขึ้นในโลก โดยมีพุทธประวัติสังเขปดังนี้
พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัย เรียกว่า การเข้า ฌาน เพื่อให้บรรลุ ญาณ จนเวลาผ่านไปจนถึง
ยามต้น : ทรงบรรลุ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่น
ยามสอง : ทรงบรรลุ จุตูปปาตญาณ คือการรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ยามสาม : ทรงบรรลุ อาสวักขญาณ คือรู้วิธีกำจัดกิเลสด้วยอริยสัจ ๔(ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)
ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา

๓. วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
คือ การดับสังขารไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ทรงดับขันธ์ปรินิพพานเมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี
คราเมื่อพระบรมศาสดาได้ทำการ ปลงมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี แคว้นวัชชีในวันมาฆบูชา ซึ่งการปลงมายุสังขารของพระบรมศาสดาในครั้งนี้ก็ทำให้อีก ๓ เดือนต่อมา
พระพุทธองค์ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานในวันวิสาขบูชาซึ่งในการปลงพระชนมายุสังขารในครั้งนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า..
ดูกรอานนท์! เพราะอบรมอิทธิบาท๔ มาอย่างดีแล้ว ทำจนแจ่มแจ้งแล้ว
อย่างเรานี้ถ้าปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งกัป (คือหนึ่งร้อยยี่สิบปี)
ก็สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้
พระพุทธองค์ตรัสเช่นนี้ถึง ๓ ครั้ง แต่พระอานนท์ก็คงเฉยมิได้ทูลอะไรเลย เมื่อเห็นพระอานนท์เฉยอยู่
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
อานนท์! เธอจงไปพักผ่อนเสียบ้างเถิด เธอเหนื่อยมากแล้ว แม้ตถาคตก็จะพักผ่อนเหมือนกัน พระอานนท์จึงหลีกไปพักผ่อน ณ โคนต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ซึ่ง ณ เวลานั้นพระพุทธองค์ทรงรำพึงถึงกาลที่ทรงตรัสรู้ล่วงมา ๔๕ ปี ที่แรกเริ่มทรงท้อพระทัยในการที่จะประกาศธรรมสั่งสอนสัตว์ แต่ด้วยพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์ จึงตกลงรับอารธนาแสดงธรรม ทรงตั้งพระทัยว่าถ้าบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่เป็นปึกแผ่น พระธรรมยังไม่แพร่หลายเพียงพอ
ตราบนั้นพระองค์จะทรงยังไม่เสด็จปรินิพพาน แต่ในกาลบัดนี้พระธรรมคำสอนของพระองค์แพร่หลายเพียงพอแล้ว เหล่าพุทธบริษัท๔ ฉลาดสามารถพอที่จะดำรงพระสัทธรรมของพระองค์
ให้เป็นปึกแผ่นได้เป็นการสมควรแล้วที่พระองค์จะเข้าสู่มหาปรินิพพาน เมื่อทรงดำริเช่นนี้แล้วจึงทรงปลงมายุสังขารคือ ตั้งพระทัยแน่วแน่ว่า พระองค์จะปรินิพพานในวันเพ็ญวิสาขปูรณมีเดือน ๖

ซึ่งการปลงมายุสังขารของพระพุทธองค์ ก่อให้เกิดความวิปริตแปรปรวนแก่โลกธาตุทั้งสิ้น มหาปฐพีมีอาการสั่นสะเทือน หมู่มวลแมกไม้แกว่งไกวด้วยแรงพายุแล้วกลับสงบนิ่ง ท้องนภากาศกลาย
เป็นสีแดงเพลิงประดุจโลหิต หมู่มวลสรรพสัตว์ร้องระเบงเซ็งแซ่สนั่นหวั่นไหว พระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก สังเกตเห็นความวิปริตแปรปรวนของโลกธาตุดังนี้จึงเข้าเฝ้าพระตถาคตทูลถามว่า
พระองค์ผู้เจริญ! โลกธาตุวิปริตแปรปรวนผิดปกติ ไม่เคยมี ไม่เคยเป็น ได้เป็นแล้วเพราะเหตุอะไรหนอ
ดูกรอานนท์! อย่างนี้แหล่ะ คราใดที่ตถาคตประสูติ ตรัสรู้ หมุนธรรมจักร ปลงมายุสังขารและปรินิพพาน ครานั้นย่อมจะมีเหตุการณ์วิปริตอย่างนี้เกิดขึ้น
พระอานนท์จึงทราบว่า บัดนี้พระพุทธองค์ทรงปลงมายุสังขารเสียแล้ว เมื่อทราบดังนั้นพระอานนท์จึงทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ขอพระองค์อาศัยความกรุณาในข้าพระองค์และหมู่สัตว์จงดำรงพระชนม์ชีพต่อไปอีกเถิด อย่าเพิ่งด่วนปรินิพพาน เลย...
ดูกรอานนท์! เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตถาคตกลับใจ ตถาคตต้องปรินิพพานในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะอีกสามเดือนข้างหน้านี้
อานนท์! เราได้แสดงนิมิตโอภาสอย่างแจ่มแจ้งแก่เธอพอเป็นนัยมาไม่น้อยกว่า ๑๖ ครั้งแล้วว่า คนอย่างเรานี้มีอิทธิบาทภาวนาที่ได้อบรมมาด้วยดี ถ้าประสงค์จะอยู่ถึงหนึ่งกัปป์ คือ หนึ่งร้อยยี่สิปปี หรือมากกว่านั้นก็พออยู่ได้ แต่เธอหาเฉลียวใจไม่ มิได้ทูลเราเลย เราตั้งใจไว้ว่าในคราวก่อนๆ นั้นถ้าเธอทูลให้เราอยู่ต่อไป เราจะห้ามเสียสองครั้ง พอเธอทูลครั้งที่สาม
เราจะรับอาราธนาของเธอ แต่บัดนี้ช้าเสียแล้ว เรามิอาจกลับใจได้อีก
ดูกรอานนท์! เราเคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือว่า บุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงใจเป็นธรรมดา หลีกเลี่ยงไม่ได้ ชีวิตนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุด สิ่งทั้งหลายมีความแตกไป ดับไป
สลายไป เป็นธรรมดา จะปรารถนามิให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นนั้นเป็นฐานะที่ไม่พึงหวังได้
ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไป เคลื่อนไป สู่จุดสลายตัวอยู่ทุกขณะ
เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมมาเป็นเวลา ๔๕ ปี ซึ่งมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคามใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่างนั้นทรงประชวรอย่างหนัก ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๖ พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายได้ทรงเสด็จผ่านทางเมืองปาวา
ประทับ ณ สวนมะม่วงของนายจุนทะบุตรแห่งนายช่างทอง นายจุนทะทูลอาราธนาพระพุทธองค์รับภัตตาหาร ณ บ้านของตน แล้วจัดแจงโภชนาหารอย่างประณีตถวายพระพุทธองค์ ทรงทัศนาการเห็นสุกรมัทวะ อาหารชนิดหนึ่งซึ่งย่อยยาก จึงรับสั่งให้ถวายแด่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว
มิให้ถวายแก่ภิกษุรูปอื่น เมื่อพระองค์เสวยแล้วก็รับสั่งให้ฝังเสีย พระองค์เสวยสูกรมัทวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวาย ก็เกิดอาพาธลง มีพระบังคนเป็นโลหิต แต่ทรงอดกลั้น มุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา
เพื่อเสด็จให้ถึงสถานที่เพื่อดับขันธ์ปรินิพพาน
ในระหว่างนั้นพระพุทธองค์ทรงปริวิตกถึงนายจุนทะผู้ถวายสุกรมัทวะ จึงตรัสกับพระอานนท์ว่า..
ดูกรอานนท์! เมื่อเราปรินิพพานไปแล้ว อาจมีผู้กล่าวโทษจุนทะว่าถวายอาหารที่เป็นพิษจนเป็นเหตุให้เราปรินิพพาน หรือมิฉะนั้นจุนทะอาจจะเกิดวิปฏิสารเดือดร้อนใจตัวเองว่าเพราะเสวยสุกรมัทวะอันตนถวายแล้ว พระตถาคตจึงนิพพาน
ดูกรอานนท์! บิณฑบาตทานที่มีอานิสงส์มาก มีผลไพศาล
มีอยู่สองคราวด้วยกัน คือ
เมื่อนางสุชาดาถวายเราก่อนจะตรัสรู้ครั้งหนึ่งและอีกครั้งหนึ่งที่นายจุนทะถวายนี้ ครั้งแรกเสวยอาหารของสุชาดา เป็นเวลาที่ตถาคตถึงซึ่งกิเลสนิพพานคือการดับกิเลส ครั้งหลังนี้เสวยอาหารของจุนทะบุตรนายช่างทองก็เป็นเวลาที่เราถึงซึ่งขันธนิพพาน คือ ดับขันธ์อันเป็นวิบากที่เหลืออยู่ ถ้าใครๆ จะพึงตำหนิจุนทะ เธอพึงกล่าวให้เขาเข้าใจตามนี้ ถ้าจุนทะจะพึงเดือดร้อนใจ เธอพึงกล่าวปลอบใจให้เขาคลายวิตกกังวลเสีย
อาหารของจุนทะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายสำหรับเรา
ครั้นพระตถาคต พร้อมด้วยพระอานนท์และภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงเมืองกุสินารา
เข้าสู่สาลวโนทยาน คือ อุทยานที่เต็มไปด้วยต้นสาละที่ออกดอกสพรั่ง จึงทรงรับสั่งให้พระอานนท์จัดแท่นบรรทมระหว่างต้นสาละ ที่โน้มกิ่งเข้าหากันหันพระเศียรไปทางทิศอุดรแล้วทรงปรารภกับพระอานนท์ว่า
ดูกรอานนท์! พุทธบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทำสักการะบูชาด้วยเครื่องบูชาสักการะทั้งหลายอันเป็นอามิส เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน ของหอม เป็นต้น หาชื่อว่าบูชาตถาคตด้วยการบูชาอันยิ่งไม่
ดูกรอานนท์! ผู้ใดปฏิบัติตามธรรม ปฏิบัติอันชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมอันเหมาะสม ผู้นั้นแลชื่อว่า สักการะบูชาเราด้วยการบูชาอันเยี่ยม

ในเวลานั้นพระอานนท์ได้กราบทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วจะปฏิบัติเกี่ยวกับพระพุทธ สรีระอย่างไร
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
อย่าเลยอานนท์ เธออย่ากังวลกับเรื่องนี้เลย หน้าที่ของพวกเธอคือคุ้มครองตนด้วยดี
จงพยายามทำความเพียรเผาบาปให้เร่าร้อนอยู่ทุกอิริยาบถเถิด สำหรับเรื่องสรีระของเรานั้นเป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ที่จะพึงทำกัน กษัตริย์ พราหมณ์ และคหบดีเป็นจำนวนมากที่เลื่อมใสตถาคตก็มีอยู่ไม่น้อยเขาคงทำกันเองเรียบร้อย
พระอานนท์ทูลว่า
พระเจ้าข้า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ก็จริงอยู่
แต่ถ้าเขาถามข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะพึงบอกเขาอย่างไร
พระองค์ทรงตรัสว่า อานนท์ !ชนทั้งหลายปฏิบัติต่อสรีระแห่งพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไร ก็พึงปฏิบัติต่อสรีระแห่งตถาคตอย่างนั้นเถิด
พระอานนท์ทูลถามว่า ทำอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า
พระองค์ทรงตรัสว่า อานนท์ ! คืออย่างนี้ เขาจะพันสรีระแห่งพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่
แล้วซับด้วยสำลี แล้วพันด้วยผ้าใหม่อีก ทำอย่างนี้ถึงห้าร้อยคู่หรือห้าร้อยชั้นแล้วนำวางในรางเหล็กซึ่งเต็มไปด้วยน้ำมัน แล้วปิดครอบด้วยรางเหล็กเป็นฝาแล้วทำจิตกาธานด้วยไม้หอมนานาชนิด แล้วถวายพระเพลิงเสร็จแล้วเชิญพระอัฐิธาตุแห่งพระเจ้าจักรพรรดินั้นไปบรรจุสถูป ซึ่งสร้างไว้ ณ ทางสี่แพร่ง และสรีระแห่งตถาคตก็พึงทำเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้เพื่อผู้เลื่อมใส จักได้บูชาและเป็นประโยชน์สุขแก่เขาตลอดกาลนาน
และแล้วพระตถาคตทรงแสดง ถูปารหบุคคล คือ บุคคลผู้ควรบรรจุอัฐิธาตุไว้ในพระสถูปสี่จำพวก
คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก และพระเจ้าจักรพรรดิ

สุภัททะปริพาชก
ในราตรีนั้นได้มีนักบวชปริพาชกนอกพระพุทธศาสนาผู้หนึ่งชื่อ สุภัททะ ขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
พระอานนท์จึงขอร้องวิงวอนว่า อย่าได้รบกวนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ซึ่งปริพาชกสุภัททะก็ยังกล่าววิงวอน ขอเข้าเฝ้าเพื่อทูลถามข้อข้องใจบางประการ
พระอานนท์ได้ห้ามว่า
อย่าเลย สุภัททะ ท่านอย่ารบกวนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย พระองค์ทรงลำบากพระวรกายมากอยู่แล้ว พระองค์ประชวรหนักจะปรินิพพานในยามสุดท้ายแห่งราตรีนี้แน่นอน
ท่านสุภัททะยังได้วิงวอนต่อว่า
โอกาสของข้าพเจ้าเหลือเพียงเล็กน้อย ขอท่านอาศัยความเอ็นดู โปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระศาสดาเถิด
พระอานนท์ทัดทานอย่างเดิมและสุภัททะก็อ้อนวอนเช่นเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า จนได้ยินถึงพระพุทธองค์ จึงรับสั่งว่า
อานนท์! ให้สุภัททะเข้ามาหาตถาคตเถิด
เมื่อสุภัททะได้เข้าเฝ้าพระศาสดานั้น ก็ขอประทานโอกาสกราบทูลถามข้อข้องใจบางประการ ซึ่งพระพุทธองค์ก็อนุญาตให้ถาม โดยสุภัททะถามว่า
พระองค์ผู้เจริญ คณาจารย์ทั้งหกคือ
ปูรณะกัสสปะ มักขลิโคศาล อชิตเกสกัมพล
ปกุทธะกัจจายนะ สัญชัย เวลัฏฐบุตร และนิครนถ์นาฏบุตร เป็นศาสดาเจ้าลัทธิที่มีคนนับถือมาก
เคารพบูชามาก ศาสดาเหล่านี้ยังจะเป็นพระอรหันต์ หมดกิเลสหรือประการใด
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
เรื่องนี้หรือสุภัททะที่เธอดิ้นรนขวนขวายมาหาเราด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด พระศาสดาตรัสทั้งยังหลับพระเนตรอยู่ แล้วทรงตรัสแก่สุภัททะว่า
อย่าสนใจกับเรื่องนี้เลย สุภัททะ เวลาของเราและของเธอเหลือน้อยเต็มทีแล้ว
จงถามสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เธอเองเถิด
ถ้าอย่างนั้น..ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหาสามข้อ คือ รอยเท้าในอากาศมีอยู่หรือไม่
สมณะภายนอกศาสนาของพระองค์มีอยู่หรือไม่ สังขารที่เที่ยงมีอยู่หรือไม่
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
สุภัททะ ! รอยเท้าในอากาศนั้นไม่มี ศาสนาใดไม่มีมรรคมีองค์แปด สมณะผู้สงบถึงที่สุดก็ไม่มีในศาสนานั้น
สังขารที่เที่ยงนั้นไม่มีเลย
สุภัททะ ปัญหาของเธอมีเท่านี้หรือ"
มีเท่านี้ พระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธองค์ทรงทราบอุปนิสัยของสุภัททะจึงตรัสว่า
สุภัททะ! ถ้าอย่างนั้นจงตั้งใจฟังเถิด เราจะแสดงธรรมให้ฟังแต่โดยย่อ
ดูกรสุภัททะ! อริยมรรคประกอบด้วยองค์๘ เป็นทางประเสริฐ
สามารถให้บุคคลผู้เดินไปตามทางนี้ ถึงซึ่งความสุขสงบเย็นเต็มที่ เป็นทางเดินไปสู่อมตะ
ดูกรสุภัททะ! ถ้าภิกษุหรือใครก็ตามจะพึงอยู่โดยชอบ ปฏิบัติดำเนินตามมรรคอันประเสริฐ
ประกอบด้วยองค์๘ นี้อยู่ โลกก็จะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์
สุภัททะปริพาชก เมื่อได้ฟังพระดำรัสนี้แล้วเกิดความเลื่อมใส ทูลขออุปสมบทบรรพชา
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าผู้ที่เคยเป็นนักบวชในศาสนาอื่นมาก่อน ถ้าประสงค์จะบวชในศาสนาของพระองค์
จะต้องอยู่ ติตถิยปริวาส คือ บำเพ็ญตนทำความดีจนภิกษทั้งหลายไว้ใจเป็นเวลา ๔ เดือนก่อนแล้วจึงจะบรรพชา อุปสมบทได้ สุภัททะทูลว่าตนเองพอใจอยู่บำรุงปฏิบัติพระภิกษุทั้งหลาย ๔ ปี
พระตถาคตเห็นความตั้งใจของสุภัททะจึงรับสั่งให้พระอานนท์นำสุภัททะไปบรรพชาอุปสมบท
พระอานนท์ทรงทำตามรับสั่งนำสุภัททะปริพาชกไปปลงผม โกนหนวด บอกกรรมฐานให้ตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ศีล สำเร็จเป็นสามเณร บรรพชาแล้วนำมาเฝ้าพระตถาคตซึ่งทรงตรัสบอกกรรมฐานอีกครั้งหนึ่ง
|
 |
|
|
ตลอดราตรีนั้น พระภิกษุสุภัททะได้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำกรรมฐาน เดินจงกรมอย่างไม่ยอมย่อท้อ
ไม่คำนึงถึงความเหน็ดเหนื่อย เพื่อบูชาคุณแห่งพระบรมศาสดาผู้จะปรินิพพานในปัจฉิมยามนี้ ในขณะที่เดินจงกรมอยู่ภายใต้แสงจันทร์เต็มดวงในคืนวิสาขปุรณมีนั้นพระจันทร์ที่สุกสกาว
เจิดจรัสเต็มท้องฟ้านั้น กลับถูกเมฆก้อนใหญ่ดำทมึนเคลื่อนคล้อยเข้าบดบังจนมิดดวงไป แต่ไม่นานนักก้อนเมฆนั้นก็เคลื่อนคล้อยออก แสงจันทร์นวลสุกสกาวกลับสว่างตามเดิม
นั่นเป็นเหตุให้ดวงปัญญาของพระภิกษุสุภัททะบังเกิดขึ้น เมื่อท่านเปรียบเทียบแสงจันทร์และก้อนเมฆนั้น
โอ..จิตนี้เป็นธรรมชาติที่ผ่องใส มีรัศมีเหมือนดวงจันทร์
แต่อาศัยกิเลศที่จรมาเป็นครั้งคราวจิตนี้จึงเศร้าหมอง เหมือนก้อนเมฆบดบังดวงจันทร์ให้อับแสง
แล้ววิปัสนาญานก็บังเกิดแก่พระภิกษุสุภัททะ สามารถขจัดอาสวะกิเลสทั้งมวล บรรลุอรหัตผลในคืนนั้น
จึงนับเป็นพระอัครสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธเจ้าทรงประทานบวชให้

เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทาน ปัจฉิมโอวาท ดังความว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย..
อันว่าสังขารทั้งหลาย ย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา
ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตน และประโยชน์ของผู้อื่น
ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด
หลังจากนั้นก็เสด็จดับขันธุ์ปรินิพพานใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ
(ปัจจุบันอยู่ในเมืองกุสีนคร) แคว้นอุตตรประเทศ อินเดีย สิริรวมพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา
การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ถือเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะพุทธศาสนิกชนได้สูญเสียดวงประทีปของโลก ซึ่งนับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ และครั้งสำคัญของพระพุทธศาสนา
ดังมีพุทธประวัติสังเขปมานั้น

วันวิสาขบูชา
วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ
มีกิจกรรมการปฏิบัติธรรม
ตารางการปฏิบัติธรรม
ตารางเวลาในการปฏิบัติธรรมประจำวัน
โปรดรักษาเวลา และตรงต่อเวลา
เพราะหลวงพ่อและคณะสงฆ์ท่านจะเน้นย้ำเรื่องการตรงต่อเวลาที่สุด
อีกทั้งการตรงต่อเวลานั้นยังทำให้ไม่เป็นการรบกวนสมาธิของผู้อื่น ซึ่งกำลังเข้าสู่เวลาแห่งการปฏิบัติธรรม
|
วันที่ |
เวลา |
กิจกรรม |
หมายเหตุ |
|
รับศีล
๐๙.๐๐ น. |
ช่วงเช้า 09.00 น.ทุกวัน
ช่วงเย็น 17.30 น.ทุกวัน
เพื่อความพร้อมเพรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย
|
|
ภาคเช้า |
๐๔.๐๐ น. |
สัญญาณระฆังเตรียมพร้อม ซึ่งขณะเดียวกันก็จะเปิด
ธรรมคีตะเพื่อให้ตื่นรู้และทำภารกิจส่วนตัวให้เสร็จ
ภายในเวลา เมื่อธรรมคีตะจบก็เริ่มทำวัตรเช้า |
|
|
๐๔.๓๐ น. |
ปฏิบัติธรรม-สวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิ-เดินจงกรม
ตามแต่โอกาส
รับฟังพระธรรมบรรยาย
จนถึงเวลา ๐๖.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า |
|
|
๐๘.๐๐ น.
| หลวงพ่อนำพระภิกษุสงฆ์รับบิณฑบาตภายในวัด
|
|
ภาคสาย |
๐๘.๓๐ น. |
สัญญาณระฆังเตรียมพร้อม(เปิดเทปธรรมคีตะ ๓๐ นาที) |
|
|
๐๙.๐๐ น. |
ปฏิบัติธรรม-สวดมนต์ทำวัตรเช้า เดินจงกรม
รับฟังพระธรรมบรรยาย |
|
|
๑๑.๐๐ น. |
พระภิกษุสงฆ์รับภัตตาหารเพล..
ผู้ร่วมปฏิบัติธรรมพักรับประทานอาหาร |
|
|
๑๒.๐๐ -
๑๓.๓๐ น. |
.....ทำภารกิจส่วนตัว-พักผ่อนตามอัธยาศัย...... |
|
ภาคบ่าย |
๑๓.๓๐ น. |
สัญญาณระฆังเตรียมพร้อม(เปิดเทปธรรมคีตะ ๓๐ นาที) |
|
|
๑๔.๐๐ น. |
ปฏิบัติธรรม-สวดมนต์ นั่งสมาธิ รับฟังพระธรรมบรรยาย
จนถึงเวลา ๑๖.๐๐ น. พักผ่อน-ทำภารกิจส่วนตัว |
|
ภาคค่ำ
|
๑๗.๓๐น. |
สัญญาณระฆังเตรียมพร้อม(เปิดเทปธรรมคีตะ ๓๐ นาที) |
|
|
๑๘.๐๐ น. |
ปฏิบัติธรรม-สวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ
รับฟังพระธรรมบรรยายจนถึงเวลา ๒๐.๐๐ น.
โดยประมาณ พักผ่อนตามอัธยาศัย |
|
|
|
...จงดูจิต ระวังจิต รักษาจิต... |
|
วันปกติ
|
|
เริ่มที่เวลา ๐๓.๓๐ น.เช้า และเวลาเย็น ๑๘.๐๐ น.
ในระหว่างวันจะมีผู้นำปฏิบัติตามควร |
|


|