: : ยินดีต้อนรับเข้าสู่สถานปฏิบัติธรรม กับธรรมชาติที่สัปปายะ ป่าไม้ ถ้ำ และภูเขา บนเนื้อที่ ๘๐ ไร่ ..วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ

 


เงื่อนไขของปริวาสแต่ละประเภท

"รัตติเฉท”
การอยู่ประพฤติปริวาสทุกประเภท มีเงื่อนไขที่จะต้องปฏิบัติ ขณะที่อยู่ประพฤติปริวาสมีเงื่อนไขที่ทำให้การอยู่ประพฤติปริวาสของภิกษุนั้นเป็นโมฆะ
นับราตรีไม่ได้  มี ๓  กรณีด้วยกัน ซึ่งเรียกว่า “รัตติเฉท” คือ เหตุที่ทำให้ ขาดราตรีของปริวาสิก ภิกษุผู้ประพฤติปริวาสเมื่อราตรีขาดก็ต้องเสียเวลา
ในการประพฤติปริวาสไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาสควรต้องทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อประโยชน์แก่ตนเอง มีดังนี้
  ๑. สหวาโส  แปลว่า  การอยู่ร่วม
  ๒. วิปวาโส  แปลว่า  การอยู่ปราศ
  ๓. อนาโรจนา แปลว่า  การไม่บอกวัตรที่ประพฤติ

“วัตตเภท”
“วัตตเภท” แปลความว่า ความแตกต่างแห่งวัตร หรือ ความแตกต่างแห่งข้อปฏิบัติในขณะอยู่ประพฤติปริวาส คือ ทำให้ วัตรมัีวหมองด่างพร้อย ซึ่งเป็นการละเลยวัตร ละเลยหน้าที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อวัตรที่กำลังประพฤติอยู่และกระทำผิดต่อพุทธบัญญัติโดยตรง เช่น หาอุปัฎฐากเข้ามารับใช้ ในขณะอยู่ประพฤติปริวาสเข้านอนร่วมชายคาเดียวกันกับภิกษุผู้อยู่ปริวาส หรือคณะสงฆ์ซึ่งเป็นอาจารย์กรรม มีการนั่งบนอาสนะที่สูงกว่าอาสนะ ของคณะสงฆ์อาจารย์กรรม เหล่านี้ถือว่าเป็น "วัตตเภท”

สิ่งไหนเป็น รัตติเฉท หรือ วัตตเภท ดังตัวอย่างเช่น ภิกษุหนึ่ง และภิกษุสองเป็นเพื่อนสหธรรมิกไปอยู่ประพฤติปริวาสร่วมกัน เมื่อปฏิบัติกิจทางสังฆกรรม
เสร็จแล้วภิกษุหนึ่งก็เข้ากลดแล้วนอนหลับไป ส่วนภิกษุสองนอนไม่หลับก็เข้าไปนอนเล่นในกลดของภิกษุหนึ่ง แล้วก็เผลอหลับไปจนสว่าง ซึ่งในกรณีนี้ ภิกษุหนึ่งผิดในส่วนของรัตติเฉทอย่างเดียว ส่วนภิกษุสองผิดทั้ง รัตติเฉท และวัตตเภทซึ่งกรณีเช่นนี้ถือเจตนาเป็นใหญ่ ฝ่ายใดก่อเจตนา ฝ่ายนั้นเป็นทั้งรัตติเฉท
และ วัตตเภท ส่วนฝ่ายที่ไม่มีเจตนา ฝ่ายนั้นเป็นเพียง รัตติเฉท แต่ถ้าจะให้ละเอียดว่าทำไม ภิกษุหนึ่งซึ่งไม่ได้มีเจตนา ทำไมถึงเป็น รัตติเฉท ทั้งนี้ก็เพราะว่า
เป็นการอยู่ร่วมในที่มุงบังอันเดียวกัน ถือว่าเป็น รัตติเฉททั้งสิ้นไม่มีกรณียกเว้นถ้าไม่เก็บวัตร เพราะเงื่อนไขเป็น อจิตตกะ

        

สหวาโส
"สหวาโส”แปลว่า“การอยู่ร่วม”   ซึ่งในความหมายนี้หมายเอาพระภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาสอยู่ร่วมกับภิกษุผู้อยู่ปริวาสด้วยกัน หรืออยู่ร่วมกับคณะสงฆ์ผู้เป็นพระอาจารย์กรรมในที่มุงบังเดียวกัน
          
“
การอยู่ร่วม”
นั้นมีขอบเขต คือ ท่านหมายเอาการนอนอยู่ร่วมกันในที่มุงอันเดียวกันในทางสถานที่นั่นหมายถึงมีการทอดกายนอน คือถ้านอนร่วมกันภายใต้อาคารหรือสิ่งก่อสร้างทีมีหลังคาเดียวกัน ภิกษุย่อมไม่พ้นสหเสยยาบัติ คือ อาบัติเพราะการนอนร่วม(มนฺต.๒/๒๙๙)

ซึ่งจะเห็นว่า การอยู่ร่วม คือ นอนร่วมกันและท่านก็เพ่งเอาการทอดกายนอนเฉพาะตอนกลางคืนนั้นในที่มุงบังอันเดียวกัน หลังคาเดียวกัน ก็ไม่พ้นจากอาบัติ
เพราะการนอน คือมีการทอดกายนอน และคำว่าที่มุงบังอันเดียวกันนั้นท่านก็หมายเอาแต่วัตถุที่เกิดขึ้นโดยวิทยาศาสตร์ เช่น ศาลาการเปรียญ กุฏิ
โบสถ์ วิหาร ที่มนุษย์ใช้เครื่องมือสร้างขึ้น แต่ไม่รวมถึงที่มุง บังโดยธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ป่าไม้ หากมีการกางกลดภายใต้ร่มไม้เดียวกันก็ไม่ถือว่าเป็นการ
อยู่ร่วมกัน เว้นแต่ใช้กลด หลังเดียวอยู่ร่วมกันก็ถือว่าเป็นการอยู่ร่วมกัน ดังนั้นจึงชี้ให้เห็นข้อแตกต่างของที่มุงบังเดียวกันซึ่งหากภิกษุสองรูปขึ้นไป
อยู่ร่วมกัน ภิกษุรูปหนึ่งนั่งแต่ภิกษุอีกรูปหนึ่งนอน หรือภิกษุทั้งสองต่างนั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่มีการทอดกายนอน ก็ถือว่าไม่เป็นอาบัติหรือรัตติเฉท
ทั้งนี้ก็มีข้อแม้ว่าในศาลาที่ทำสังฆกรรมนั้น เป็นที่มุงบังหลังคาเดียวกันแต่หากในขณะ เมื่ออยู่ปริวาสนั้นเกิดภัยทาง ธรรมชาติคุกคามแปรปรวน
เช่น ฝนตก น้ำท่วม ลมแรง หรือมีการปฏิบัติธรรมร่วมกัน ก็ อนุญาตให้อยู่ร่วมในศาลามุงบังนั้นได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่มีการทอดกายนอน
พอใกล้จวนสว่างแล้วก็ให้ลุกออกไปเสียที่อื่น ให้พ้นจากที่มุงนั้นให้ได้อรุณซึ่งกิริยาเช่นนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ออกไปรับอรุณ”

ดังนั้นคำว่า “สหวาโส” นั้นขึ้นอยู่กับการ นอน อย่างเดียวเท่านั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการนอน ไม่มีการเอนกาย ไม่ถือว่า เป็น สหวาโส
จึงสรุปว่า แม้การร่วมทำสังฆกรรม ทำวัตรเช้าสวดมนต์เย็นร่วมปฏิบัติธรรมภายใต้ศาลาเดียวกันโดยมีที่มุงบังก็ดีโดยไม่ได้เก็บวัตรก็ดี
ทำกิจทุกอย่างร่วมกันภายในเต็นท์หรือปะรำที่สร้างขึ้นเพื่องานนั้นโดยไม่เก็บวัตรก็ดีเข้าห้องน้ำ ห้องสุขาที่มีเครื่องมุงบังพร้อมกัน
แม้จะเป็นหลังคาเดียวกันกับอาจารย์กรรมโดยไม่เก็บวัตรก็ดี ทั้งหมดนี้ไม่ถือเป็น สหวาโส ไม่มีผลกระทบแม้แต่น้อย และไม่เป็นอาบัติทุกกฎ
เพราะวัตตเภทก็ไม่มี ทั้งนี้เพราะ กิจ ที่ทำนั้นไม่ถือว่าเป็นการอยู่ร่วมกัน แต่เป็นการ ทำธุระ ร่วมกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งต่างกับการ
“อยู่ร่วม” หรือ “สหวาโส”

ขอบเขตของ “สหวาโส” การ “อยู่ร่วม”
เรื่องของสถานะ
ภิกษุทุกรูปที่เข้าอยู่ประพฤติปริวาสนั้น เป็นผู้ตกอยู่ในข้อหาละเมิดสิกขาบท ซึ่งการอยู่ปริวาสนั้นเปรียบเหมือน กำลังพยายามออกจากสิกขาบทที่ละเมิด
ดังนั้น ภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาสนั้นแม้จะมีพรรษามากเท่าใดก็ตามมีสมณศักดิ์สูงเพียงใดก็ตาม ก็จะต้องเคารพและให้เกียรติต่อคณะสงฆ์อาจารย์กรรม
ในเรื่องที่เป็นธรรมเป็นวินัย แม้สงฆ์ท่านนั้นจะเพิ่งบวชใหม่แม้ในวันนั้นทุกรูปก็ตาม จะทำการคลุกคลี ด้วยการฉันร่วม นั่งร่วมในอาสนะเดียวกัน
เกินขอบเขต ซึ่งทำให้เป็น วัตตเภทบ้าง รัตติเฉทบ้างไม่ได้ ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องยอมลดทิฎฐิ และสถานะสมณศักดิ์ลงต่อคณะสงฆ์และอาจารย์กรรม
แต่สำหรับพระภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาสด้วยกันแล้วก็ยังคงรักษาพรรษาไว้ และยังคงต้องนั่งตามลำดับพรรษาดังเดิม และพระเถระที่เคยมีอุปัฏฐากอยู่ที่วัด
พอมาอยู่ปริวาสท่าน จะมีอุปัฏฐากเช่นนั้นไม่ได้ ซึ่งในข้อนี้มีพระบาลีความว่าเป็นอาบัติทุกกฎแก่ภิกษุผู้ยินดีแม้ของสัทธิวหาริก เป็นต้นพึงห้ามเขาว่าเรากำลัง
ทำวินัยกรรมอยู่ พวกท่าน อย่าทำวัตรแก่เราเลย อย่าบอกลาเข้าบ้านกะเราเลย, จำเดิมแต่กาลที่ห้ามแล้วไม่เป็นอาบัติ(สมนฺต.๓/๒๘๒) ยกเว้นแต่ว่าเป็นกรณีพิเศษคือ ท่านอาจจะไหว้วานชั่วคราว เช่น ฝากซื้อของเครื่องใช้ที่จำเป็นต้องใช้ในขณะอยู่ประพฤติปริวาส

เรื่องของสถานที่ เช่น
-  ที่ฉันภัตตาหาร          -  ที่ทำธุระส่วนตัว เช่น ห้องน้ำ ห้องสุขา
-  ที่เดินจงกรม             -  ที่ปฏิบัติธรรม
-  ที่ทำสังฆกรรม          -  ที่นอน

ทั้งหมดนี้ควรแยกสัดส่วนออกจากกัน คือ ส่วนไหนเป็นของคณะสงฆ์อาจารย์กรรม ส่วนไหนเป็นของพระภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาส ก็ต้องแยกจากกันให้เหมาะสมทั้งนี้เพื่อให้เกียรติแก่คณะสงฆ์อาจารย์กรรมและ เพื่อความนอบน้อมสำหรับภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาส


          

วิปวาโส

“วิปวาโส” หรือ การอยู่ปราศ  หมายถึง การอยู่ปราศจากคณะสงฆ์อาจารย์กรรมการอยู่ประพฤติปริวาสนั้นจะอยู่กันเองตามลำพังโดยปราศจาก อาจารย์กรรมไม่ได้โดยเด็ดขาด อย่างน้อยก็ต้องมีอาจารย์กรรม นั่นคือต้องใช้คณะสงฆ์อาจารย์กรรม ๑ รูป สำหรับการอยู่ประพฤติปริวาส และ ๔ รูป สำหรับมานัต ทั้งนี้เพื่อจะได้คุ้มกรรมไว้ ส่วนเหตุอื่นที่จะเป็น วิปวาโสได้นั้น ก็คือ ถึงแม้จะมีคณะสงฆ์อาจารย์กรรมอยู่ด้วย แต่มีกำหนดขอบเขต ของวิปวาโสไว้ว่าถ้าหากพระภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาสนั้นอยู่ไกลเกินกำหนด ซึ่งกำหนดของวิปวาโสนี้ ท่านบอกว่า ๒ ชั่วเลฑฑุบาตร คือ เอาคนมีอายุปานกลาง และมีกำลังขว้างก้อนดินตกลง ๒ ชั่วเลฑฑุบาตร คือ ขว้างก้อนดินต่อกัน ๒ ครั้งนั่นเอง(เท่ากับขว้างครั้งแรกตกลงที่ใดแล้วก็ยืนตรงจุดที่ดินตก แล้วก็ขว้างครั้งที่สองไกลออกไปเท่าใดก็ถือเอาจุดนั้นเป็นเขตกำหนด) ซึ่งจุดศูนย์กลางของ ๒ เลฑฑุบาตรนี้ให้ยึดเอาจุดที่คณะสงฆ์์พระอาจารย์กรรมอยู่กัน แล้วก็ให้วัดขอบเขตไปที่ภิกษุผู้ปักกลดองค์แรกที่อยู่ใกล้อาจารย์กรรมที่สุดนั้นเป็นเกณฑ์ ส่วนภิกษุท่านอื่นๆ ก็ถือว่าปักกลดอยู่ต่อ ๆ กันไป เหมือนดั่งยังอยู่ในหัตถบาสเหมือนที่ลงสวดพระปาติโมกข์ในโบสถ์ซึ่งองค์แรกอยู่ในหัตถบาส องค์ต่อไปก็นั่งเรียงลำดับกันไป ซึ่งการกำหนดขอบเขตนี้ ก็ขึ้นอยู่ที่คณะสงฆ์อาจารย์กรรมท่านเป็นผู้ชี้เขตและอนุญาตให้อยู่ได้ ซึ่งการอยู่ปราศนั้น ก็คือห้ามอยู่โดยปราศจากอาจารย์กรรม ถึงแม้ภิกษุท่านจะเจ็บไข้ได้ป่วยมีเหตุให้ต้องไปนอนโรงพยาบาลตราบใดที่ภิกษุยังนอนรักษาตัวอยู่ก็ต้องมีอาจารย์กรรมไปเฝ้าไข้คลอดเวลา อย่าให้เกินสองเลฑฑุบาตรไป

อนาโรจนา

“อนาโรจนา” แปลว่า การไม่บอก หมายถึง การไม่บอกวัตร หรือบอกอาการที่ตนประพฤติแก่คณะสงฆ์ อาจารย์กรรมในสำนักที่ตนอยู่ประพฤติปริวาสนั้น
การบอกวัตรของปริวาส ตามหลักพระวินัยเมื่อขอปริวาสแล้ว จะต้องบอกวัตรแก่คณะสงฆ์อาจารย์กรรมเพียงครั้งเดียวก็อยู่ไปจนครบ ๓ ราตรีก็ได้

อูเน คเณ จรณ  คือ การประพฤติวัตรในคณะอันพร่อง หมายถึง การประพฤติวัตรของพระมานัตในที่ที่มีสงฆ์ไม่ครบ ๔ รูปตามพระวินัยกำหนด เช่นนี้ถือว่า ประพฤติวัตรในคณะอันพร่อง ซึ่งจะทำให้การนับราตรีเป็นโมฆะ นับราตรีไม่ได้

มานัตหรือการนับราตรีนั้น มีอยู่ ๔ อย่าง คือ

  • อัปปฏิจฉันนมานัต คือ เป็นมานัตที่ภิกษุไม่ต้องอยู่ปริวาส
    สามารถขอมานัตได้เลย ยกเว้นพวกเดียรถีย์ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน
  • ปฏิฉันนมานัต คือ มานัตที่ให้แก่ภิกษุผู้ปิดอาบัติไว้ หรือมิได้ปิดไว้ก็ตาม
  • ปักขมานัต คือ มานัตที่ให้แก่ภิกษุณี ๑๕ ราตรีเท่านั้น(ครึ่งปักษ์)
    จะปิดอาบัติไว้หรือมิได้ปิดไว้ก็ตาม
  • สโมธานมานัต คือ มานัตที่มีไว้เพื่ออาบัติที่ประมวลเข้าด้วยกัน
    อันเนื่องมาจากสโมธานปริวาสนั้น ซึ่ง สโมธานมานัต
    นี้เป็นมานัตที่สงฆ์นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน
-
   ระเบียบขั้นตอนการประพฤติวุฒฐานวิธี

 
 
 
๒.ความหมายของปริวาส
 
ประเภทของปริวาสกรรม
 ๐ ปริวาสสำหรับสงฆ์-คฤหัสถ์
 ๐ ขั้นตอนการประพฤติวุฒฐานวิธี

 อ่านต่อ>>
  ๓.ประเภทของปริวาส
 
อัปปฏิฉันนปริวาส
 ๐ ปฏิฉันนปริวาส
 ๐ สโมธานปริวาส
 ๐ สุทธันตปริวาส
 
 อ่านต่อ>>

  ๔.เงื่อนไขของปริวาส
 ๐ รัตติเฉท       
 
 วัตตเภท
 
 สหวาโส       
  ๐ วิปวาโส

 ๐ อนาโรจนา  
 
 อ่านต่อ >>
  ๕.วัตร..บอกวัดร-เก็บวัตร
 ๐ การสมาทานวัตร
 
 การบอกวัตร
 ๐ การเก็บวัตร
 
อ่านต่อ >>
         
 
 
 
๖.ขึ้นมานัต-ออกอัพภาณ
 ๐ เงื่อนไขการนับราตรี
 ๐ การขอหมู่-สวดหม
 
  การขอหมู่-สวดเดี่ยว
 ๐  การขอเดี่ยว-สวดเดี่ยว
 อ่านต่อ>>


๖.การขอปริวาสกรรม
๐ คำขอสุทธันตะอย่างจุลสุทธันตะ
๐ กรรมวาจาให้สุทธันตปริวาส
๐ คำสมาุทานปริวาส
๐ คำบอกสุทธันตปริวาส
๐ การเก็บปริวาส
 อ่านต่อ>>

  ๗.การขอขึ้นมานัต
๐ คำขอสุทธันตขอมานัต
๐ กรรมวาจาให้มานัต
๐ คำสมาทานมานัต
๐ คำบอกมานัต
๐ คำเก็บมานัต

 อ่านต่อ>>

  ๘.การขออัพภาน
๐ คำขออัพภาน
๐ กรรมวาจาให้อัพภาน

อ่านต่อ >>
             
 
 
 
รับบิณฑบาตทุกเช้าในวัด
หลวงพ่อถวิล จนฺทสโร เมตตานำ
พระภิกษุสงฆ์รับบิณฑบาต
จากอุบาสก-อุบาสิกาทุกเช้า
ภายในวัด เวลา ๐๘.๐๐ น.
 อ่านต่อ >>
  แทนปักกลด ๒๐๐ แืท่น
มีแท่นปูนสำหรับให้
พระภิกษุสงฆ์ปักกลด
เพื่อป้องกันน้ำฝน
ไหลเข้าเต้นท์ที่พัก
อ่านต่อ >>
  มีภัตตาหารบริการ..ฟรี
มีภัตตาหารถวายพระ
และบริการญาติธรรม
ตลอดงานปฏิบัติธรรม
อ่านต่อ >>
  มีน้ำปานะบริการ..ฟร
มีน้ำปานะถวายพระ
และบริการญาติธรรม
ตลอดงานปฏิบัติธรรม

อ่านต่อ >>
 
             
 
 
 
อาคารที่พักญาติธรรม
มีอาคารที่พักของญาติธรรม
ที่ไปร่วมปฏิบัติธรรม
แยกต่างหากเป็นสัดส่วน
อ่านต่อ >>
  ห้องน้ำ-ห้องสุขา
มีห้องน้ำ-ห้องสุขาภายในวัด
ประมาณ ๑๐๐ ห้อง
สะอาด สดวก ปลอดภัย
อ่านต่อ >>
  กองทุนเผยแผ่ธรรม
"สัพพทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ.."
การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง
ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา
ร่วมบริจาคสมทบ"กองทุน
เผยแผ่ธรรม
อ่านต่อ >>
  สนง.แม่กองธรรม
สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง
ท่านสามารถตรวจสอบ
วัน เวลา การสอบนักธรรม
ได้ที่นี่ 
อ่านต่อ >>  
   
 


วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ

ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ ประจำจังหวัดเชียงราย  :  ศูนย์พัฒนาคุณธรรม-จริยธรรมประจำจังหวัดเชียงราย
๓๙๕ หมู่ ๑๑ ตำบลธารทอง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ๕๗๒๕๐ โทรศัพท์ (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕ โทรสาร (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕

website : www.watthumpra.com / www.watthampra.com             email :
info@watthumpra.com / watthampra@hotmail.com