รับเข้าสู่สถานปฏิบัติธรรม กับธรรมชาติที่สัปปายะ สงบ สะอาด ป่าไม้ ถ้ำ และภูเขา บนเนื้อที่ ๘๐ ไร่ ..วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ อ.พาน จ.เชียงราย โทร.053 184 325
 

วันมาฆบูชา 
วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ

                     
วันมาฆบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ในปีอธิกมาส)

 
   

“มาฆะ” เป็นชื่อเรียกของเดือน ๓ ส่วนคำว่า “มาฆบูชา” ย่อมาจากคำว่า “มาฆปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๓” ดังนั้น วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ (หรือขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ในปีอธิกมาส) ถือเป็น"วันจาตุรงคสันนิบาต” นับจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาเป็นเวลา ๙ เดือนแล้ว

เมื่อถึงวันเพ็ญกลางเดือน ๓ พระองค์ได้เสด็จไปประทับ ณ เวฬุวนาราม เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ครั้งนั้นได้มีพระอรหันต์ จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งแบ่งเป็นพระอรหันต์ที่อยู่ในคณะของพระอุรุเวล กัสสปเถระ พระนทีกัสสปเถระ และพระคยากัสสปเถระ รวม ๑,๐๐๐ รูป กับพระอรหันต์ที่อยู่ในคณะ ของพระสารีบุตรเถระ และพระโมคคัลลานะเถระ ๒๕๐ รูป รวมทั้งสองคณะเป็น ๑,๒๕๐ รูป ได้พร้อมกันไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การมาประชุมใหญ่ของพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ในครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ในสมัยพุทธกาล จึงเรียกเหตุการณ์ในคราวนั้นว่า“จาตุรงคสันนิบาต"แปลว่า “ความประชุมประกอบด้วยองค์ ๔" ในอรรถกถาทีฆนขสูตร ได้แสดงไว้ว่า องค์ ๔ คือ พระสาวกที่มาประชุมกันเป็นมหาสันนิบาต นั้นคือ

  1. พระสงฆ์ จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในที่ต่างๆ เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ เวฬุวันวนาราม  กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ
  2. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป เหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ และได้รับการบวชจากพระพุทธเจ้าโดยตรงด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา
  3. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป เหล่านั้น ต่างมาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้มีการนัดหมาย
  4. วันเพ็ญเดือนมาฆะ”คือวันเพ็ญกลางเดือน ๓ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา อันเป็น“หัวใจของพระพุทธศาสนา” คือ“โอวาทปาติโมกข์”และ วันมาฆบูชา ในอีก ๔๕ พรรษา ต่อมาพระบรมศาสดาได้ทำการ “ปลงมายุสังขาร” ณ ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ซึ่งการปลงมายุสังขารของพระบรมศาสดาในครั้งนี้ ก็ทำให้อีก ๓ เดือนต่อมาพระพุทธองค์ก็เสด็จดับขันธปรินิพพานในวันวิสาขบูชา

การมาประชุมใหญ่ของพระอรหันต์สาวกโดยมิได้มีการนัดหมายในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงเห็นเป็นนิมิตอันดีจึงได้เสด็จท่ามกลางพระสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูปเหล่านั้น และได้ทรงประทานพระโอวาทที่เรียกว่า “โอวาทปาติโมกข์” (พุทธ.๒/๕-๖)

มหาสันนิบาตนี้ได้มี ณ เวฬุวันวนาราม ในวันมาฆปุณณมี ในอรรถกถาแห่งพระสูตรดังกล่าว(ป.สู. ๓/๑๙๗) ได้กล่าวว่ามหาสันนิบาตนั้นได้มีในวันที่ พระสารีบุตร สำเร็จเป็นพระอรหันต์ คือ เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมแก่ปริพาชกชื่อ ทีฆนขะ พระสารีบุตรได้นั่งถวายงานพัด ได้ฟังอยู่ด้วย เมื่อทรงแสดงธรรมจบแล้วพระสารีบุตรก็มีจิตพ้นจากอาสวะในขณะนั้นเวลายังเป็นกลางวันอยู่ พระพุทธเจ้าจึงได้เสด็จลงจากเขาคิชกูฏและเสด็จมาสู่พระเวฬุวัน ก็ทรงแสดงพระโอวาทในมหาสันนิบาต ดังกล่าวนั้นในวันมาฆปุณณมี ซึ่งเหตุการณ์นี้แสดงว่าท่านพระสารีบุตรได้เป็นผู้เสร็จกิจในวันมาฆปุณณมีนั้น คือในวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง พระโอวาทปาติโมกข์

โอวาทปาติโมกข์
“หัวใจพระพุทธศาสนา”

   
 

โอวาทปาติโมกข์
 “หัวใจพระพุทธศาสนา”
พระโอวาท หรือ โอวาทปาติโมกข์ นี้
ประมวลพระพุทธวาทะ ประมวลพระพุทธศาสนาด้วยข้อความเพียง ๓ คาถากึ่ง ฉะนั้น พระโอวาทนี้จึงเป็นที่นับถือว่า แสดงหัวใจพระพุทธศาสนา ตามที่ท่านพระธรรมสังคาหกาจารย์ได้รวบรวมไว้ว่าดังนี้้

“๏ สพฺพปาปสสฺ  อกรณ ํ
การไม่ทำบาปทั้งปวง
๏ กุสลสฺสูปสมฺปทา
การทำความดีให้ถึงพร้อม    
๏ สจิตฺต ปริโยทปน
การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว” 

เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงประกาศพระพุทธวาทะดังกล่าวแล้ว ก็ได้ตรัสต่อไปอีกหนึ่งคาถากึ่งว่า  
“๏ ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา 
๏ นิพพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
๏ ปพฺพชิโต  ปรูปฆาตี  สมโณ  โหติ  ปรํ วิเหฐยนฺโต“ 

๏ สพฺพปาปสสฺ  อกรณํ 
๏ กุสลสฺสูปสมฺปทา
๏ สจิตฺต ปริโยทปนํ
๏ อนูปฆาโต
๏ ปาติโมกฺเข จ สํวโร
๏ มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ
๏ ปนฺตญฺจ สยนาสํ
๏ อธิจตฺเต จ อาโยโค
๏ เอตํ  พุทธา“ขันติคือความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่ง
บรรพชิตคือนักบวช ผู้ยังทำร้ายผู้อื่นอยู่  ผู้เบียดเบียนผู้อื่นอยู่
ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย
การไม่ทำบาปทั้งปวง
การยังกุศลให้ถึงพร้อม
การทำจิตของตนให้ผ่องใส
นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
การไม่กล่าวร้าย ๑
การไม่ทำร้าย ๑
ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑
ความเป็นผู้รู้ประมาณในภัตตาหาร ๑
ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑

การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑
ธรรมหกอย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.”

พระโอวาทในข้อนี้ เป็นเหมือนคำอธิบายประกอบของโอวาทที่เป็นหลัก ๓ ข้อดังกล่าว มีข้อสังเกตคือ ในเวลานั้นพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ทรงบัญญัติพระวินัยปาติโมกข์ ฉะนั้นที่ตรัสให้สำรวมในพระปาติโมกข์จึงมีความหมายคือ ปาติโมกข์ที่เป็นตัวแบบฉบับอันควรทีสมณะจะพึงปฏิบัติโดยทั่วไป พระโอวาททั้งหมดนี้เรียกว่า พระโอวาทปาติโมกข์ ปาติโมกข์ที่เป็นโอวาทพระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่พระอรหันต์ทั้งนั้น จึงมิได้มุ่งที่จะอบรมให้ท่านบรรลุมรรคผล แต่ว่ามุ่งที่จะวางแนวพระพุทธศาสนา เบื้องต้นก็ชี้ถึงวาทะของพระพุทธะ ๓ ข้อ ต่อมาก็วางหลักปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างกว้างๆ ไว้ ๓ ข้อ และมีคำอธิบายประกอบเล็กน้อย ท่านแสดงว่าในวันอุโบสถวันพระจันทร์เพ็ญและวันพระจันทร์ดับ (วันพระข้างขึ้น ๑๕ ค่ำ และข้างแรม ๑๕ ค่ำ) พระพุทธเจ้าได้ประทับเป็นประธานหมู่พระสงฆ์แล้วก็ทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์ขึ้นด้วยพระองค์เองทุก ๑๕ วัน แปลว่า ทรงทำอุโบสถร่วมด้วยภิกษุสงฆ์แล้วก็เรียกว่า ปาริสุทธิอุโบสถ คือ เป็นอุโบสถที่บริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าก็ทรงบริสุทธิ์ พระสงฆ์ก็บริสุทธิ์

จนถึงมีเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมามีเล่าไว้ในบาลีวินัย (วิ.จุลฺล. ๗/๒๘๓/๔๔๗-๘; ขุ.อุ. ๒๕/๑๕๐/๑๑๖.) ว่าพระสงฆ์มาประชุมพร้อมกันแล้วพระพุทธเจ้าก็ไม่เสด็จลงมา จึงถึงเวลา ๑ ยาม พระอานนท์จึงไปทูลเตือนว่ายามหนึ่งแล้วพระมานั่งรออยู่นานแล้ว ขอให้เสด็จลงทรงสวดปาติโมกข์ พระพุทธเจ้าก็ไม่เสด็จลง ครั้นถึงยามที่ ๒ พระอานนท์ก็ไปทูลเตือนอีกพระพุทธเจ้าก็ไม่เสด็จลง ครั้นถึงยามที่ ๓ พระอานนท์ก็ไปทูลเตือนอีกพระพุทธเจ้าก็ไม่เสด็จลง แต่ว่าในยามที่ ๓ นี้ได้มีพระพุทธดำรัสว่าบริษัทไม่บริสุทธิ์ คือว่ามีพระทุศีลมาปนอยูู่่ด้วย พระโมคคัลลานะจึงได้เที่ยวตรวจดู เมื่อไปพบภิกษุที่ทุศีลก็บอกให้ออกไปจากที่ประชุมผู้นั้นก็ไม่ยอมออกไป ต้องฉุดแขนออกไป แต่ก็สว่างเสียแล้วพ้นเวลาที่จะทำอุโบสถก็เป็นอันว่าในอุโบสถนั้นไม่ได้ทำ(การสวดปาติโมกข์) พระพุทธเจ้าจึงทรงปรารภเรื่องนี้้(วิ.จุลฺล. ๗/๒๙๒/๔๖๖) ตรัสให้พระสงฆ์ยกเอาพระวินัยที่ทรงบัญญัติขึ้นไว้มาสวดเป็นปาติโมกข์แทน และให้พระสงฆ์สวดกันเอง พระพุทธเจ้าไม่เสด็จลงมาทำอุโบสถร่วมด้วยอีกต่อไป

เพราะฉะนั้นจึงมีการยกเอาวินัยขึ้นสวดเป็นปาติโมกข์ทุกๆ ๑๕ วัน สืบต่อมาจนบัดนี้ ปาติโมกข์ที่ยกเอาพระวินัยขึ้นสวดนี้เรียกว่า วินัยปาติโมกข์ (ซึ่งก็คือคัมภีร์รวมวินัยสงฆ์ ๒๒๗ ข้อ ซึ่งต้องสวดทบทวนในที่ประชุมสงฆ์ หรือการลงอุโบสถทุกกึ่งเดือนในวันพระ)

ธรรมเนียมปฏิบัติในวันมาฆบูชา

ธรรมเนียมราษฏร์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕) ทรงอธิบายเกี่ยวกับธรรมเนียมพิธีการ มาฆบูชาไว้ว่า เดิมทีเดียวในประเทศไทยไม่เคยจัดพิธีวันมาฆบูชามาก่อน จนกระทั่งในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๔) ไดัทรงถือตามแบบของโบราณบัณฑิตที่ได้นิยมกันว่า ‘วันมาฆะบูรณมี' เป็นวันที่พระจันทร์เสวยฤกษ์มาฆะเต็มบริบูรณ์ เป็นวันที่พระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้า ๑,๒๕๐ รูปได้ประชุมกันพร้อมด้วยองค์ ๔ ประการ เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนา โอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์เป็นการ ประชุมใหญ่ และเป็นการอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา นักปราชญ์จึงถือเอาเหตุนั้นประกอบการ สักการบูชาพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวก ๑,๒๕๐ รูปนั้น ให้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส

การประกอบพิธีมาฆะบูชาได้เริ่มในพระบรมมหาราชวังในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้จัดให้มีพิธีการ พระราชกุศล ในเวลาเช้าพระสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดราชประดิษฐ์ ๓๐ รูป ฉันในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเวลาค่ำ เสด็จออกทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการแล้ว พระสงฆ์ สวดทำวัตรเย็น เสร็จแล้วสวดมนต์ต่อไป มีสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ด้วยสวดมนต์จบทรงจุดเทียน รายตามราวรอบพระอุโบสถ ๑,๒๕๐ เล่ม มีการประโคมอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงมีการเทศนา โอวาทปาติโมกข์ ๑ กัณฑ์ เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลีและภาษาไทย เครื่องกัณฑ์ มีจีวรเนื้อดี ๑ ผืน เงิน ๓ ตำลึง และขนมต่างๆ เทศนาจบพระสงฆ์ซึ่งสวดมนต์ ๓๐ รูป สวดรับ

การประกอบพระราชกุศลเกี่ยวกับวันมาฆบูชาในสมัยรัชกาลที่ ๔ นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปีมิได้ขาด สมัยต่อมามีการเว้นบ้างเช่น รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จออกเองบ้างหรือบางครั้งก็มิได้เสด็จ ออกเอง เพราะมักเป็นช่วงเวลาที่พอดีีกับการเสด็จประพาสหัวเมือง แต่หากวันดังกล่าวตรงกับช่วง ที่เสด็จไปประพาสบางปะอิน หรือพระพุทธบาทพระพุทธฉาย พระปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรังก็จะทรง ประกอบพิธีมาฆบูชาในสถานที่นั้น ๆ ขึ้นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากในพระบรมมหาราชวัง

เดิมทีมีการประกอบพิธีในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาได้ขยายออกไปให้พุทธบริษัทได้ปฏิบัติตาม อย่างเป็นระบบสืบมาจนปัจจุบันมีการบูชาด้วยการเวียนเทียน และบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ ส่วนกำหนดวัน ประกอบพิธีมาฆบูชานั้น ปกติตรงกับวันเพ็ญเดือน ๓ หากปีใดเป็นอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน จะเลื่อนไปตรงกับวันเพ็ญเดือน ๔

เมื่อวันมาฆบูชาเวียนมาบรรจบในแต่ละรอบปี พุทธบริษัทจะร่วมกันประกอบศาสนพิธี ซึ่งการ ปฏิบัตินั้นจะดำเนินไปเช่นเดียวกับวันวิสาขบูชา แต่ในวันนี้พระสงฆ์จะแสดงพระธรรมเทศนา ในเรื่องโอวาทปาฏิโมกข์

 
   
ตารางเวลาในการปฏิบัติธรรมประจำวัน
โปรดรักษาเวลา และตรงต่อเวลา
เพราะหลวงพ่อและคณะสงฆ์ท่านจะเน้นย้ำเรื่องการตรงต่อเวลาที่สุด
อีกทั้งการตรงต่อเวลานั้นยังทำให้ไม่เป็นการรบกวนสมาธิของผู้อื่น ซึ่งกำลังเข้าสู่เวลาแห่งการปฏิบัติธรรม


วันที่ เวลา กิจกรรม หมายเหตุ
เมื่อมี
กิจกรรม
รับศีล
๐๙.๐๐ น.
ช่วงเช้า 09.00 น.ทุกวัน
ช่วงเย็น 17.30 น.ทุกวัน เพื่อความพร้อมเพรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย
 
ภาคเช้า
๐๔.๐๐ น.
สัญญาณระฆังเตรียมพร้อม ซึ่งขณะเดียวกันก็จะเปิด
ธรรมคีตะเพื่อให้ตื่นรู้และทำภารกิจส่วนตัวให้เสร็จ
ภายในเวลา เมื่อธรรมคีตะจบก็เริ่มทำวัตรเช้า
 
๐๔.๓๐ น.
ปฏิบัติธรรม-สวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิ-เดินจงกรม
ตามแต่โอกาส รับฟังพระธรรมบรรยาย
จนถึงเวลา ๐๖.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า
 

๐๘.๐๐ น.
หลวงพ่อนำพระภิกษุสงฆ์รับบิณฑบาตภายในวัด
 
ภาคสาย
๐๘.๓๐ น.
สัญญาณระฆังเตรียมพร้อม(เปิดเทปธรรมคีตะ ๓๐ นาที)  
 
๐๙.๐๐ น.
ปฏิบัติธรรม-สวดมนต์ทำวัตรเช้า เดินจงกรม
รับฟังพระธรรมบรรยาย
 
 
๑๑.๐๐ น.
พระภิกษุสงฆ์รับภัตตาหารเพล..
ผู้ร่วมปฏิบัติธรรมพักรับประทานอาหาร
 
 
๑๒.๐๐ -
๑๓.๓๐ น.
.....ทำภารกิจส่วนตัว-พักผ่อนตามอัธยาศัย......
 
ภาคบ่าย
๑๓.๓๐ น.
สัญญาณระฆังเตรียมพร้อม(เปิดเทปธรรมคีตะ ๓๐ นาที)  
 
๑๔.๐๐ น.
ปฏิบัติธรรม-สวดมนต์ นั่งสมาธิ รับฟังพระธรรมบรรยาย
จนถึงเวลา ๑๖.๐๐ น. พักผ่อน-ทำภารกิจส่วนตัว
 
ภาคค่ำ
๑๗.๓๐น.
สัญญาณระฆังเตรียมพร้อม(เปิดเทปธรรมคีตะ ๓๐ นาที)  
   
๑๘.๐๐ น.
ปฏิบัติธรรม-สวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ
รับฟังพระธรรมบรรยายจนถึงเวลา ๒๐.๐๐ น.
โดยประมาณ พักผ่อนตามอัธยาศัย
 
 
...จงดูจิต ระวังจิต รักษาจิต...
 
วันปกติ
  เริ่มที่เวลา ๐๓.๓๐ น.เช้า และเวลาเย็น ๑๘.๐๐ น.
ในระหว่างวันจะมีผู้นำปฏิบัติตามควร
 

 


   

 



                 





    
        

                           
         
                               
         

 

            
วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ
ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ ประจำจังหวัดเชียงราย  : 
ศูนย์พัฒนาคุณธรรม-จริยธรรมประจำจังหวัดเชียงราย
๓๙๕ หมู่ ๑๑ ตำบลธารทอง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ๕๗๒๕๐
โทรศัพท์ (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕ โทรสาร (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕

website : www.watthumpra.com / www.watthampra.com
email :
info@watthumpra.com / watthampra@hotmail.com