: : ยินดีต้อนรับเข้าสู่สถานปฏิบัติธรรม กับธรรมชาติที่สัปปายะ ป่าไม้ ถ้ำ และภูเขา บนเนื้อที่ ๘๐ ไร่ ..วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ

"ธรรมจักร"กงล้อแห่งธรรม
.

                     
       

 

 

 

 

 




แล้วสรุปรวมลงซึ่งองค์ประกอบทั้ง ๘ นั้น ด้วย อริยสัจ ๔  ซึ่งแปลว่า ความจริงของบุคคล
ผู้ประเสริฐ ๔ ประการ
ได้แก่

๑.  ทุกข์  คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ กล่าวโดยย่อ คือ ขันธ์ที่ยึดถือไว้ทั้ง ๕ ประการเป็นทุกข์
๒.  สมุทัย หรือ ทุกขสมุทัย  คือเหตุให้เกิดทุกข์ ทรงชี้ถึงตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากของใจ
       เป็นเหตุแห่งทุกข์
๓.  นิโรธ หรือ ทุกขนิโรธ  คือความดับทุกข์ คือดับตัณหาเสียได้ไม่อาลัยพัวพันในตันหา
       ก็ถึงความดับทุกข์
๔.  มรรค หรือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

ตอนที่ ๓  พระพุทธองค์ได้ทรงชี้แจงว่า ที่เรียกว่า ตรัสรู้นั้น คือ รู้อะไร มีลักษณะเช่นไร คือ ต้องเป็น
                 ความรู้ที่ผุดขึ้นว่านี่เป็นทุกข์ เป็นสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ ควรละ เป็นนิโรธความดับทุกข์ 
                 ควรทำให้แจ้ง เป็น มรรค ทางให้ถึงความดับทุกข์ ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้อบรม
                 ให้มีขึ้นได้บริบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้น ญาณ คือ ความตรัสรู้ที่ประกอบด้วย สัจจญาณ คือ
                 รู้ในความจริงว่า นี่เป็นเหตุแห่งความทุกข์ ส่วนหนึ่งเป็น กิจจญาณ คือความรู้ในกิจ
                 คือหน้าที่ ที่จะปฏิบัติทำให้ดับทุกข์ ส่วนหนึ่งเป็น กตญาณ คือ ความรู้ในการทำกิจเสร็จแล้ว
                 คือรู้แจ้งแห่งมรรค ดับทุกข์ได้หมดจดเพราะฉะนั้น ในพระสูตรจึงแสดงว่า ความตรัสรู้
                 ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นปัญญาญาณ คือ ความหยั่งรู้ ที่มีวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ คือ
                 ต้องรู้ในอริยสัจ ๔ นั้นโดยเป็นสัจญาณโดยเป็นกิจจญาณ โดยเป็นกตญาณ ๓ คูณ ๔
                 ก็เป็น ๑๒ มีอาการ ๑๒ เป็นความรู้ที่วนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ ดังกล่าวนี้ จึงเรียกว่า
              เป็นความตรัสรู้
จึงเรียกว่าเป็น พุทธะ คือ เป็นผู้ตรัสรู้ ถ้าจะเรียกปัญญาของพระองค์ท่าน
                 ก็เป็นโพธิ ที่แปลว่า ความตรัสรู้

พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าเมื่อรู้ถึงสิ่งเหล่านี้แล้วย่อมได้ชื่อว่าตรัสรู้โดยชอบถึงความหลุดพ้น และ
สุดชาติ สุดภพเป็นแน่แท้ ขณะที่พระองค์ทรงแสดงธรรมนี้อยู่ ท่านโกณฑัญญะได้ส่องญาณไปตาม
จนเกิด “ธรรมจักษุ” หรือดวงตาเห็นธรรม คือ ปัญญารู้เห็นความจริงโดยเห็นแจ้งชัดว่า
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา” เมื่อนั้นพระพุทธเจ้า
ทรงทราบจึงเปล่งพระอุทานว่า“อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ”
แปลว่า “โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”
เพราะพระองค์ทรงอุทานคำนี้
ภายหลังท่านโกณฑัญญะ จึงได้นามใหม่ว่า “อัญญาโกณฑัญญะ”
จากนั้น ท่านโกณฑัญญะ
ก็ทูลขออุปสมบท ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประทานอนุญาตโดยทำการอุปสมบทให้ แบบเอหิภิขุอุปสัมปทา
นับเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา
ที่บวชตามพระพุทธองค์ จึงทำให้พระรัตนตรัยครบองค์ ๓
คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
จากนั้นอีกห้าวันทรงแสดง “อนัตตลักขณสูตร”
แก่นักบวชทั้งห้ารูปทำให้ท่านเหล่านั้นได้บรรลุอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา

กล่าวโดยสรุป วันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ เกิดขึ้น ดังนี้

๑.  เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือทรงแสดงพระธรรมเป็นครั้งแรก ซึ่งพระธรรม
      ที่ทรงแสดงในครั้งนั้นมีชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ซึ่งมีใจความสำคัญ คือ หลักธรรมเรื่อง
      อริยสัจ ๔

๒.  เป็นวันที่มีพระอริยสงฆ์สาวกบังเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก เนื่องจากท่านโกณฑัญญะได้ฟัง
      พระธรรมเทศนากัณฑ์นั้นแล้วเกิดดวงตาเห็นธรรม จึงกราบทูลขอบวชซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรง
      อุปสมบทให้ ดังนั้น พระโกณฑัญญะ จึงนับเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา
๓.  เป็นวันแรกที่บังเกิดพระสังฆรัตนตรัย ทำให้พระรัตนตรัยครบองค์ ๓ อันได้แก่ พระพุทธรัตนะ
      พระธรรมรัตนะ และ พระสังฆรัตนะ

ธรรมเนียมปฏิบัติในวันอาสาฬหบูชา

ประเทศไทยได้เริ่มกำหนดให้พิธีวันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรก
เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๑ โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสังฆมนตรี
ช่วยว่าการองค์การศึกษาได้เสนอคณะ สังฆมนตรี ให้เพิ่ม วันศาสนพิธีเพื่อทำพุทธบูชาขึ้นอีกวันหนึ่ง
คือ“วันธรรมจักร” หรือ “วันอาสาฬหบูชา” เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
ธรรมจักกัปปวัตนสูตร

 จากนั้นคณะสังฆมนตรีได้ลงมติรับหลักการให้เพิ่มวันอาสาฬหบูชาและให้ถือเป็นหลักปฏิบัติ
ในเวลาต่อมา โดยออกเป็น ประกาศคณะสงฆ์ เรื่อง กำหนดวันสำคัญทางศาสนา เมื่อวันที่
๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๑ และในวันเดียวกันนั้น ได้มีประกาศสำนักสังฆนายก กำหนดระเบียบปฏิบัติ
ในพิธีอาสาฬหบูชาขึ้นไว้ โดยให้วัดทุกวัดถือปฏิบัติทั่วกัน กล่าวคือ

    ๑.  เมื่อถึงวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ (หนังสัปดาห์ก่อนวันอาสาฬหบูชา) ให้เจ้าอาวาสแจ้งแก่ภิกษุสามเณร  
          อุบาสก อุบาสิกาในวัด ให้ทราบล่วงหน้าว่าวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ที่จะมาถึงข้างหน้านี้
          เป็นวันทำพิธีอาสาฬหบูชา ถวายแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเช่นเดียวกับพิธีวิสาขบูชา
    ๒.  เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ให้ภิกษุ สามเณร ตลอดจนศิษย์วัด คนวัด ช่วยกันปัดกวาด 
          ปูลาดเสนาสนะ จัดตั้งเครื่องสักการะ เช่นเดียวกับทำงานวิสาขบูชา
    ๓. ให้ประดับธงธรรมจักรรอบพระอุโบสถเป็นพิเศษเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประกาศวันธรรมจักร
         ให้ปรากฏแก่มหาชน และเป็นการเตือนให้ระลึกถึงสัจธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
         ไว้ในพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร
    ๔. วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันจัดพิธีอาสาฬหบูชา จะกำหนดให้เวลาเช้าและบ่ายมีธรรมสวนะ
         ตามปกติ เวลาค่ำให้ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา มาประชุมพร้อมกันที่หน้าพระอุโบสถ
         หรือพระเจดีย์ จากนั้นจึงจุดธูปเทียนแล้ว ถือรวมกับดอกไม้ ยืนประนมมือสำรวมจิต
         โดยพระสงฆ์ผู้เป็นประธานจะนำกล่าวคำบูชาจบแล้วทำประทักษิณ(เวียนเทียน)
    ๕.  เมื่อเวียนเทียนครบ ๓ รอบแล้ว ให้ภิกษุสามเณรเข้าไปในพระอุโบสถ เพื่อบูชาพระรัตนตรัย
         ทำวัตรค่ำแล้วสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตร จบแล้วให้อุบาสก อุบาสิกาทำวัตรค่ำ
    ๖.  ต่อจากนั้น ให้พระสังฆเถระแสดงพระธรรมเทศนาธรรมจักรกัปปวัตนสูตร แล้วให้
         พระภิกษุสามเณรสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตรทำนองสรภัญญะ เพื่อเจริญศรัทธาปสาทะ
         ของพุทธศาสนิกชน
    ๗. เมื่อสวดจบแล้วให้เป็นโอกาสของพุทธศาสนิกชนเจริญภาวนามัย สวดมนต์ สนทนาธรรม 
         บำเพ็ญสมถะและวิปัสสนา เป็นต้น ตามสมควรแก่อัธยาศัย

อนึ่ง เวลาที่ใช้ในการประกอบพิธีอาสาฬหบูชาไม่ควรเกินเวลา ๒๔.๐๐ น. เพื่อให้พระภิกษุ
และสามเณรได้มีเวลาพักผ่อน เนื่องจากในวันรุ่งขึ้น คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือวันเข้าปุริมพรรษา
และเป็นวันประชุมอธิษฐานพรรษาของพระสงฆ์อีกด้วย




         

อ่านต่อหน้า >> 1 I มาฆ I มาฆ I วิสาข I วิสาข I วิสาข I อาสาฬ I อาสาฬ I เข้าพรรษา I เข้าพรรษา I ออกพรรษา l เทโว                     

วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ
ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ ประจำจังหวัดเชียงราย  :  ศูนย์พัฒนาคุณธรรม-จริยธรรมประจำจังหวัดเชียงราย
๓๙๕ หมู่ ๑๑ ตำบลธารทอง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ๕๗๒๕๐ โทรศัพท์ (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕ โทรสาร (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕

website : www.watthumpra.com / www.watthampra.com             email : info@watthumpra.com