: : ยินดีต้อนรับเข้าสู่สถานปฏิบัติธรรม กับธรรมชาติที่สัปปายะ ป่าไม้ ถ้ำ และภูเขา บนเนื้อที่ ๘๐ ไร่ ..วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ

  .

                     
       วันอาสาฬหบูชา
       
วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา“ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”
             ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในปีอธิกมาส)       
     

 


 “อาสาฬห” เป็นชื่อเรียกของเดือน ๘ ส่วนคำว่า “อาสาฬหบูชา” ย่อมาจาก “อาสาฬหปุรณมีบูชา”
 แปลว่า “การบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๘” ดังนั้นวันอาสาฬหบูชาจึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
 (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในปีอธิกมาส)
วันอาสาฬหบูชา นี้ถือเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา หรือ เทศนาครั้งแรก
ที่มีชื่อว่า“ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ซึ่งแปลว่า "พระสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรม
ให้ดำเนินไป
” โดยเป็นการแสดงพระธรรมเทศาสนาครั้งแรกเพื่อ โปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้แก่
โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ โดยทรงแสดงเทศนานี้ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
แขวงเมืองพาราณสี ในปีแรกที่ทรงตรัสรู้

ความเป็นมา :

ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าทรงบำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงเข้าถึง
ความเป็นพระพุทธเจ้าตรัสรู้ชอบ โดยพระองค์เองในวันรุ่งเดือน ๖ ณ ใต้ร่มมหาโพธิบัลลังก์
ทรงหมดสิ้นซึ่งอาสวะกิเลส เมื่อพระพุทธองค์ทรง บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ได้ทรงเสวยวิมุตติสุขเนิ่นนานอยู่ทรงคำนึงว่าธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นี้ล้ำลึกนัก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม
จึงท้อพระทัยที่จะสั่งสอนสัตว์ ฝ่ายท้าวสหัมบดีพรหมทรงวิตกว่า พระพุทธองค์จะทรงละเลยกิจที่
พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตได้ทรงปฏิบัติ คือ ทรงจะแสดงพระสัทธรรมโปรดหมู่เวไนยสัตว์
ในภพทั้งหลาย (พรหมภูมิ สวรรค์ภูมิ มนุษย์ภูมิ) ด้วยเมื่อพระโพธิสัตว์ทรงบรรลุธรรมแล้ว
จะทรงน้อมพระทัยไปสู่การเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เหตุนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม จึงได้ชักชวน
หมู่พรหมและทวยเทพในภพสวรรค์ เสด็จมาชุมนุมต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระบรมศาสดา
แล้วกล่าวคำทูลอารธนาให้ทรง แสดงธรรมว่า
 
     “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดแสดงธรรมเถิด”

พระพุทธองค์ทรงพิจารณาหมู่เวไนยสัตว์

พระพุทธองค์ได้ทรงตรึกตรอง ทรงคำนึงว่าธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นี้ ลึกซึ้งมาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม
จึงยังทรงมิได้รับคำทูลอารธนาทีเดียว แต่ได้ทรงพิจารณาโดยพระญาณก่อนว่า เวไนยสัตว์นั้น
จำแนกเหล่าใดที่จะรองรับพระสัทธรรมได้เพียงใด จำนวนเท่าใด ทรงจำแนกด้วยพระญาณว่า
เหล่าเวไนยสัตว์บุคคลที่จะรับพระสัทธรรมได้และไม่ได้มีอยู่ ๔ จำพวกเปรียบได้ดังดอกบัวสี่เหล่า
อันหมายถึง ปัญญา วาสนา บารมี และอุปนิสัย ที่สร้างสมมาแต่อดีตของบุคคล  ซึ่งบัว ๔ เหล่านั้นคือ

     ๑. ดอกบัวที่พ้นน้ำแล้ว รอแสงพระอาทิตย์จะบานวันนี้
     ๒. ดอกบัวที่ปริ่มน้ำ จะบานวันพรุ่งนี้
     ๓. ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ยังอีก ๓ วันจึงจะบาน
     ๔. ดอกบัวที่เพิ่งงอกใหม่จากเหง้าในน้ำ จะยังไม่พ้นภัยจากเต่าและปลา

บุคคลที่เปรียบได้กับดอกบัวดอกที่ ๑,๒,๓ นั้นสามารถให้อนุศาสโนวาทแล้วสามารถบรรลุมรรค
ผล นิพพาน ได้เร็วช้าต่างกันก็ด้วยปัญญา วาสนา บารมี และอุปนิสัยที่ต่างกัน ซึ่งจำแนกเป็น
พุทธเวไนย์ สาวกเวไนย์์ ธาตุเวไนย์ ตามลำดับ ส่วนบุคคลซึ่ง เปรียบเป็นบัวประเภทที่ ๔
ไม่สามารถบรรลุอะไรได้ในชาตินี้ ด้วยขาดซึ่งปัญญา แต่จะเป็นอุปนิสัย วาสนา บารมีต่อไป
ในภาย ภาคหน้า เมื่อทราบด้วยพระญาณดังนั้นแล้ว ด้วยพระกรุณาคุณ ทรงเล็งเห็นว่าโลกนี้
ผู้ที่พอจะรู้ตามได้ก็คงมีอยู่บ้าง เมื่อเล็งเห็น เหตุนี้ จึงตกลงพระทัยจะสอนธรรมให้แก่สัตว์ทั้งปวง
จึงรับอารธนาของท้าวสหัมบดีพรหม

พระพุทธเจ้าทรงนึกถึงผู้ที่ควรโปรดก่อนคือ อาฬารดาบส กับ อุทกดาบส ผู้เป็นอาจารย์
แต่ท่านเหล่านี้ก็สิ้นชีวิต ไปแล้วจะมีอยู่ ก็แต่ปัญจวัคคียทั้ง ๕ มีชื่อว่า
๑. โกณฑัญญะ ๒. วัปปะ ๓. ภัททิยะ  ๔. มหานามะ ๕. อัสสชิ
ซึ่ง
ท่านโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า ปัญจวัคคีย์ ซึ่งท่านผู้นี้ได้เป็นพราหมณ์คนหนึ่งในจำนวน
พราหมณ์ ๑๐๘ คน ที่มาประชุม ทำนายพระลักษณะ เมื่อพระพุทธเจ้าได้ประสูติแล้ว ๕ วัน
พราหมณ์เหล่านี้พากันทำนายว่าพระองค์จะมีคติ เป็็น ๒ คือ ถ้าอยู่ครองฆราวาสจะได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ พระราชาเอกในโลก แต่ถ้าออกทรงผนวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก
ส่วนท่านโกณฑัญญะเป็นพราหมณ์หนุ่ม ที่สุดในหมู่พราหมณ์นั้นได้ทำนายไว้ คติเดียวว่า
จะเสด็จออกทรงผนวช จะได้เป็นศาสดาเอกในโลก เพราะฉะนั้นจึงได้คอยฟังข่าวพระโพธิสัตว์
อยู่เสมอ จนเมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จออกทรงผนวช ท่านโกณฑัญญะก็ได้ชักชวนบุตรของพราหมณ์
ที่มาประชุมทำนายพระลักษณะในคราวนั้นได้อีก ๔ คน รวมเป็น ๕ ออกคอยติดตามพระโพธิสัตว์
และเมื่อพระโพธิสัตว์ได้ทรงบำเพ็ญ ทุกรกิริยาก็เป็นที่สบอัธยาศัยของท่านทั้ง ๕ ซึ่งนิยมในทางนั้น
ก็พากันไปคอยเฝ้าปฏิบัติ ครั้นพระองค์ได้ทรงเลิกละเสียท่านทั้ง ๕ นั้น ก็เห็นว่าพระองค์
ได้ทรงเวียนมาเป็นผู้มักมาก จะไม่สามารถตรัสรู้พระธรรมได้ ก็พากันหลีกไปพักอยู่ที่ตำบล
อิสิปตนมฤคทายวันนั้น ซึ่งเมื่อพระพุทธองค์ได้บำเพ็ญจนสำเร็จเป็นพระอนุตรสัมพุทธเจ้าแล้ว
จึงพิจารณาที่จะแสดงธรรมโปรด ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก่อน จึงเสด็จออกเดินจากควงไม้พระศรีมหาโพธิ์
ที่ประทับอยู่ มุ่งพระพักตร์เสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี

การที่เสด็จจากตำบลพระศรีมหาโพธิ์ จนกระทั่งถึงกรุงพาราณสี แสดงให้เห็นพระวิริยอุตสาหะ
อันแรงกล้า และการตั้งพระทัย แน่วแน่ที่จะประทานปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์เป็นพวกแรกอย่างแท้จริง
เพราะระยะทางระหว่าง ตำบลพระศรีมหาโพธิ์ถึงพาราณสีนั้นไกลมาก ซึ่งการเสด็จดำเนินด้วย
พระบาทเปล่าอาจใช้เวลาหลายวัน แต่ปรากฏว่าพอตอนเย็น วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน อาสาฬหะ นั้น
พระพุทธองค์ก็เสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี อันเป็นที่อยู่ของปัจจวัคคีย์
                                                    
ทรงโปรดเหล่าปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕

เมื่อเหล่าปัญจวัคคีย์มองเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกล ก็นัดหมายกันว่าจะไม่ทำการลุกต้อนรับ
ไม่ให้ทำการอภิวาทและไม่ รับบาตรจีวร แต่ให้ปูอาสนะไว้ ถ้าทรงประสงค์จะนั่งก็นั่ง
แต่ถ้าไม่ประสงค์ก็แล้วไป แต่ครั้นพระองค์เสด็จถึง ต่างก็ลืมกติกาที่ตั้งกันไว้ พากันลุกขึ้น
และอภิวาทกราบไหว้ และนำน้ำล้างพระบาท ตั่งรองพระบาท ผ้าเช็ดพระบาท มาคอยปฏิบัติ
พระพุทธเจ้าได้ เสด็จประทับบนอาสนะ ทรงล้างพระบาทแล้วเหล่าปัญจวัคคีย์ก็เรียกพระองค์
ด้วยถ้อยคำตีเสมอ คือเรียกพระองค์ว่า อาวุโส ที่แปลว่า ผู้มีอายุ หรือแปลอย่าง ภาษาไทยว่า คุณ
โดยไม่มีความเคารพ พระองค์ตรัสห้ามและทรงบอกว่าพระองค์ทรงตรัสรู้แล้วจะแสดงอมตธรรม
ให้ท่านทั้งหลายฟัง เมื่อท่านทั้งหลายตั้งใจฟังและปฏิบัติโดยชอบก็จะเกิดความรู้จนถึงที่สุดทุกข์ได้

เหล่าปัญจวัคคีย์ก็กราบทูลคัดค้านว่า เมื่อทรงบำเพ็ญทุกรกิริยายังไม่ได้ตรัสรู้ เมื่อทรงเลิกเสีย
จะตรัสรู้ได้อย่างไร พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสยืนยันเช่นนั้นและเหล่าปัญจวัคคีย์ก็คงคัดค้านเช่นนั้น
ถึง ๓ ครั้ง พระพุทธองค์จึงตรัสให้ระลึกว่า แต่ก่อนนี้พระองค์ได้ เคยตรัสพระวาจาเช่นนี้หรือไม่
เหล่าปัญจวัคคีย์ก็ระลึกได้ว่าพระองค์ไม่เคยตรัสพระวาจาเช่นนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้ยินยอมเพื่อ
จะฟังพระธรรม พระพุทธเจ้าเมื่อทรงเห็นว่าเหล่าปัญจวัคคีย์พากันตั้งใจเพื่อจะฟังพระธรรมของ
พระองค์แล้ว จึงได้ทรงแสดง ปฐมเทศนา คือ เทศนาครั้งแรก โปรดเหล่าปัญจวัคคีย์ พระองค์
ได้ทรงแสดงปฐมเทศนานี้ในวันรุ่งขึ้นจากที่เสด็จไปถึง คือได้ทรงแสดงใน วันเพ็ญ เดือน
อาสาฬหะ
หรือ เดือน ๘ ก่อนวันเข้าพรรษาหนึ่งวัน ซึ่งเป็นวันที่ประกอบพิธี อาสาฬหบูชา
ดังที่ได้กำหนดตั้งขึ้นเป็นวันบูชาวันหนึ่ง  
                               

ทรงแสดงปฐมเทศนา

ปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”  นับเป็นเทศนากัณฑ์แรกที่ทรงแสดงทางที่พระองค์ทรงปฏิบัติ
ได้ทรงแสดงธรรมที่ได้ ตรัสรู้ ได้ทรงแสดง ญาณ คือ ความรู้ของพระองค์ที่เกิดขึ้นในธรรมนั้น  
โดยใจความปฐมเทศนานี้  

ตอนที่ ๑  พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ทางที่บรรพชิต คือ นักบวชซึ่งมุ่งความหน่าย มุ่งความสิ้นราคะ คือ  
                ความติด ความยินดี มุ่งความตรัสรู้ มุ่งพระนิพพาน ไม่ควรซ่องเสพอันได้แก่
                กามสุขัลลิกานุโยค คือความประกอบตนด้วยความสุข สดชื่นอยู่ในทางกาม และ
                อัตตกิลมถานุโยค
คือ ประกอบการทรมานตนให้ลำบากเดือดร้อนเปล่า เหล่านี้เป็นข้อ
                ปฏิบัิติีที่เป็นของต่ำทรามเป็นกิจของปุถุชน มิใช่กิจของบรรพชิตผู้มุ่งผลแห่งที่สุด
ตอนที่ ๒ ได้ทรงแสดงธรรมะที่ได้ตรัสรู้ เมื่อละทางทั้งสองข้างต้น และมาเดินทางสายกลาง
                เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา" คือข้อปฏิบัติที่เป็นกลางที่เป็นข้อปฏิบัติอันสมควร
                แล้วทรงแสดงทางสายกลาง หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ ได้แก่

               ๑.  สัมมาทิฏฐิ  คือ  ความเห็นชอบ
               ๒.  สัมมาสังกัปปะ  คือ  ความดำริชอบ
               ๓.  สัมมาวาจา  คือ  เจรจาชอบ
               ๔.  สัมมากัมมันตะ  คือ  ทำการงานชอบ
               ๕.  สัมมาอาชีวะ  คือ  เลี้ยงชีพชอบ
               ๖.  สัมมาวายามะ  คือ  มีความเพียรชอบ
               ๗.  สัมมาสติ  คือ  ระลึกชอบ
               ๘.  สัมมาสมาธิ  คือ  ตั้งใจชอบ

 



         

อ่านต่อหน้า >> 1 I มาฆ I มาฆ I วิสาข I วิสาข I วิสาข I อาสาฬ I อาสาฬ I เข้าพรรษา I เข้าพรรษา I ออกพรรษา l เทโว                     

วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ
ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ ประจำจังหวัดเชียงราย  :  ศูนย์พัฒนาคุณธรรม-จริยธรรมประจำจังหวัดเชียงราย
๓๙๕ หมู่ ๑๑ ตำบลธารทอง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ๕๗๒๕๐ โทรศัพท์ (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕ โทรสาร (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕

website : www.watthumpra.com / www.watthampra.com             email : info@watthumpra.com