: : ยินดีต้อนรับเข้าสู่สถานปฏิบัติธรรม กับธรรมชาติที่สัปปายะ ป่าไม้ ถ้ำ และภูเขา บนเนื้อที่ ๘๐ ไร่
.....
หน้าแรก >>    
....


งานปริวาสกรรม ปี 2550



ปลงผม โกนหนวด ก่อนห่มนาค




เดินเวียนขวา ๓ รอบ




พิธีแห่งนาควัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ



บิดา-มารดา มอบอัฐบริขาร
..

ลักษณะและวิธีการขอบวช

การบวชในระยะแรก ๆ นั้น พระองค์จะเป็นผู้ประทานการอุปสมบทให้สำหรับผู้ที่
ต้องการเข้ามาบวชในพระพุทธ ศาสนา และเมื่อพระสงฆ์สาวกที่พระองค์ทรงประทาน
การอุปสมบทให้นั้นได้จาริกเผยแผ่ธรรมไปยังที่ต่าง ๆ ที่ห่างไกลออกไปและมีผู้มี
จิตศรัทธาเลื่อมใสมากขึ้นและมาขอบวชเป็นจำนวนมาก เหล่าพระสงฆ์สาวกก็ต้อง
นำเอาผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้นมาเข้าเฝ้าพระองค์เพื่อประทานการบวชให้ ซึ่งพระพุทธองค์
ทรงพิจารณาเห็นถึงความยุ่งยากที่เกิดขึ้น จึงทรงอนุญาตให้เหล่าพระสงฆ์สาวกเป็นผู้
ทำการอุปสมบท ให้ได้โดยตรงโดยไม่ต้องนำมาเฝ้าพระพุทธองค์ก็ได้ ซึ่งต่อมาเมื่อมี
พระะสงฆ์สาวก มากขึ้นก็ทรงมอบหน้าที่การอุปสมบทให้เหล่าพระสงฆ์เป็นผู้รับผิดชอบ
ร่วมกัน ซึ่งมีการ ตรวจสอบคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น มีอายุครบหรือไม่ มีโรคประจำตัว
ร้ายแรงหรือไม่ มีหนี้สินติดตัวหรือไม่ มารดาบิดาอนุญาตหรือยัง ถ้าเห็นว่ามีคุณสมบัติ
ที่ครบบริบูรณ์แล้วจึงจะให้อุปสมบท ถ้าไม่พร้อมก็บวชให้ไม่ได้

ซึ่งการอุปสมบทที่พระองค์ทรงบวชให้เองนี้มีหลายวิธี แต่วิธีบวชหลัก ๆ นั้นมีอยู่
ด้วยกัน ๓ วิธี ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้คือ

๑.  เอหิภิกขุอุปสัมปทา
      วิธีการอุปสมบทที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง คือในระยะแรกที่เพิ่งตรัสรู้ใหม่ ๆ
      เมื่อได้แสดงธรรมให้ใครฟังแล้วผู้ฟังนั้นเกิดความเลื่อมใสศรัทธาทูลขอบวชตาม
      พระองค์ก็จะอนุญาตให้เป็นบรรพชิตได้ด้วยพระดำรัสที่ตรัสว่า " เอหิภิกขุ"
      “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์
      เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด”
ดังนี้ ด้วยพระดำรัสที่ตรัสเพียงเท่านั้น
      ก็ทำให้ผู้มาขอบวชสำเร็จเป็นบรรพชิตได้

      พระภิกษุที่บวชด้วยวิธีนี้มีมากในยุคแรก ๆ เท่าที่มีปรากฏเด่นชัดก็คือ เหล่าพระภิกษุ
      ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รูป พระยสะ กับเพื่อนอีก ๕๔ รูป พระภัททวัคคีย์ ๓๐ รูป พระชฏิล
      ๓ พี่น้อง และบริวาร ๑๐๐๐ รูป พระสารีบุตรกับพระ โมคคัลลานะพร้อมด้วยบริวาร
      ๒๕๐ รูป เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดก็ได้บวชด้วยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” ทั้งนั้น

๒.  ติสรณคมนูปสัมปทา       
     วิธีการอุปสมบทที่พระสงฆ์สาวก (เหล่านั้น) บวชให้ เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงเห็น
      ความยากลำบากของพระสงฆ์สาวกที่แยกย้ายกันออกไปประกาศพระศาสนายังถิ่น
     ไกล ๆ เมื่อมีผู้เลื่อมใสมาขอบวช พระสาวกเหล่านั้นจะต้องนำพาผู้ต้องการบวชนั้น
      มาเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อให้พระองค์ทรงบวชให้ เป็นความลำบากแก่พระสงฆ์สาวก
      และผู้จะบวชเอง ดังนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่พระสงฆ์สาวกและผู้ต้องการบวช
      เหล่านั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้พระสาวกทำการบวชให้ผู้มาขอบวชได้เลย
     ไม่ต้องพากลับมาเฝ้าพระพุทธองค์อีก ด้วยวิธีให้ผู้ต้องการบวชนั้นปลงผม และ
      โกนหนวด นุ่งห่มผ้าเป็นปริมณฑล คือนุ่งห่มเรียบร้อยแล้วเข้ามากราบเท้าภิกษุ
      ทั้งหลายผู้จะให้บวชแล้วให้กล่าวคำรับไตรสรณคมน์ ๓ ครั้ง ดังนี้คือ

           นโม ตสฺส ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส  (ว่า ๓ จบ)
                พุทฺธํ      สรณํ      คจฺฉามิ
                ธมฺมํ       สรณํ      คจฺฉามิ
                สงฺฆํ       สรณํ      คจฺฉามิ
           ทุติยมฺปิ      พุทธํ     สรณํ      คจฺฉามิ
           ทุติยมฺปิ      ธมฺมํ      สรณํ      คจฺฉามิ
           ทุติยมฺปิ      สงฺฆํ      สรณํ      คจฺฉามิ                   
                ตติยมฺปิ      พุทธํ     สรณํ      คจฺฉามิ
                ตติยมฺปิ      ธมฺมํ      สรณํ      คจฺฉามิ
                ตติยมฺปิ      สงฺฆํ      สรณํ      คจฺฉามิ

      กล่าวจบเพียงเท่านี้ก็ถือว่าผู้นั้นได้อุปสมบทในพระศาสนาสมบูรณ์แล้ว (อย่างไรก็
      ตามในตอนหลังเมื่อทรงอนุญาตการอุปสมบทให้เป็นภารกิจของพระภิกษุสงฆ์แล้ว
     ได้เปลี่ยนวิธีการรับไตรสรณคมน์นี้มาเป็นการบวชให้สามเณรแทน)

๓.  ญัตติจตุตถกรรมวาจา (ใช้ในปัจจุบัน)
      วิธีการอุปสมบทที่พระสงฆ์จะต้องร่วมกันให้การอุปสมบทด้วยวิธีสวดกรรมนั้น
      ๔ จบ คือ ครั้งแรกสวดญัตติ คือ ประกาศกรรมนั้นให้สงฆ์ทราบเพื่อร่วมกันทำกิจนั้น
      (หรือคำเผดียงสงฆ์)  ๑ จบ ส่วนครั้งที่สองก็สวดอนุสาวนา (ขอมติ) อีก  ๓  จบ
      คือสวดประกาศขอปรึกษาหารือและข้อตกลงกับสงฆ์ในที่ประชุมนั้น(ว่าจะรับผู้นั้น
      เข้าเป็นพระภิกษุหรือไม่) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คำขอมติสงฆ นั่นเองถ้าหาก
      ภิกษุในที่ประชุมนั้นรูปใดรูปหนึ่งทักท้วงขึ้นมา คือไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุอะไร
      ก็ตามผู้ขออุปสมบทนั้นก็จะบวชไม่ได้เพราะไม่เป็นมติเอกฉันท์ของคณะสงฆ์
      บุคคลที่จะบวชได้คณะสงฆ์ทุกรูปจะต้องยอมรับ คือนิ่งเงียบไม่ทักท้วงตลอดการ
      สวดญัตติ และอนุสาวนา ๓ ครั้งจึงจะถูกต้องเป็นการบวชโดยที่ประชุมสงฆ์ยอมรับ

อ่านต่อหน้า >> 1 I 2 I 3 I 4 I หน้าแรก >>                 

วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ
ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ ประจำจังหวัดเชียงราย  :  ศูนย์พัฒนาคุณธรรม-จริยธรรมประจำจังหวัดเชียงราย
๓๙๕ หมู่ ๑๑ ตำบลธารทอง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ๕๗๒๕๐ โทรศัพท์ (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕ โทรสาร (๐๕๓)๑๘๔ ๓๒๕

www.watthampra.com             email : info@watthumpra.com