"พระประสูติกาลแห่งพระโพธิสัตว"


เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ พระนางได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระสวามีให้แปรพระราชฐานไปประทับ ณ กรุงเทวทหะ ซึ่งเป็นพระนครที่เกิดของพระนาง เพื่อประสูติพระราชกุมารในตระกูลของพระนาง ซึ่งเป็นไปตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น

ตามธรรมเนียมของชาวชมพูทวีปในยุคนั้นสตรีที่มีครรภ์แก่จะเดินทางกลับไปคลอดที่บ้านฝ่ายบิดามารดาของตน พระนางสิริมหามายาเทวีจึงกราบถวายบังคมลาพระเจ้าสุทโธทนะพระราชสวามี เสด็จขึ้นวอทองแวดล้อมด้วยเหล่าข้าราชบริพารออกจากรุงกบิลพัสดุ์ในเวลาเช้า มุ่งหน้าสู่เทวทหะนคร อันเป็นเมืองแห่งเหล่าสกุลเดิมของพระนาง คือ โกลิยวงศ์ แต่ในขณะเสด็จ แวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวหทะ พระนางก็ได้ประชวรพระครรภ์ ฝ่ายข้าราชบริพารและเหล่าเทพเทวดาก็ได้จัดสถานที่เพื่อมีพระประสูติกาล พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น ในเวลาประสูติพระนางประทับยืนใช้พระหัตถ์ขวาเหนี่ยวต้นสาลพฤกษ์ หรือต้นรัง พระราชกุมารได้ประสูติ ณ สถานที่นั้นโดยสวัสดี

พระโพธิสัตว์ไม่เปรอะเปื้อนด้วยครรภ์มลทิน เมื่อประสูติจากครรภ์พระวรกายของพระราชกุมารบริสุทธิ์ผุดผ่องใสสะอาดประดุจแก้วมณี และยังไม่ทันถึงพื้นปฐพี ท้าวสุทธาวาสมหาพรหมทั้ง ๔ ได้ใช้ข่ายทองรองรับ ท่ออุทกธาราอันเป็นสีโตทก และอุณโหทก คือท่อน้ำเย็นน้ำร้อน ก็ไหลหลั่งลงมาจากอากาศ สรงพระวรกายพระราชกุมารกับพระราชมารดา ท้าวมหาพรหมจึงทรงทิพยเศวตฉัตรกางกั้น เหล่าเทพเทวาที่เสด็จมาเฝ้าต่างโปรยปรายดอกบุปผาชาติและของหอมเพื่อเป็นการบูชา

พระโพธิสัตว์แสด็จพระราชดำเนินไปได้ ๗ ก้าว ก็มีปทุมชาติดอกบัวรองรับพระบาท ประทับยืนบนทิพยปทุมบุปผชาติอันมีกลีบถึง ๑๐๐ กลีบ  ทรงเปล่งพระวาจาเป็นบุพนิมิตแห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ  ด้วยอัศจรรย์ว่า

     "อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺสมึ เชฏฺโฐ เสฏฺโฐ อนุตฺตโร
       อยมนฺ เม ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว"

     "ในโลกนี้เราเป็นยอด เป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุด
       การเกิดของเราจักมีเป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปไม่มี" 

ซึ่งวันที่ทรงประสูตินั้นตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือ เพ็ญวิสาขะ ในเวลาใกล้เที่ยง ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ครั้นพระกุมารประสูติได้ ๕ วันก็ได้รับการถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” แปลว่า  “ผู้มีความต้องการสำเร็จ”

ฝ่ายพระนางสิริมหามายาเทวีราชมารดา เมื่อประสูติพระราชกุมารได้ ๗ วันก็เสด็จทิวงคต ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นที่ ๔ คือ ชั้นดุสิต พระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาได้อภิเษกพระนางมหาปชาบดีโคตมี อันเป็นพระกนิษฐภคินีของพระนางสิริมหามายาเป็นพระอัครมเหสี ต่อมามีพระราชบุตรและพระราชบุตรีร่วมกันรวม  ๒ องค์ คือเจ้าชายนันทะ หรือ พระนันทะ และ เจ้าหญิงรูปนันทา หรือภิกษุณี พระรูปนันทาเถรี

จะเห็นว่าพระโพธิสัตว์ทรงอยู่ในพระครรภ์เป็นเวลา ๑๐ เดือน กับ ๗ วัน

นัยยะสำคัญของการเสด็จพระราชดำเนิน ๗ ก้าวบนดอกบัว

ในอรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตร, โพธิสตฺตธมฺมตาวณฺณนา
ทรงแสดงนัยยะของการก้าวเดินแห่ง ๗ ก้าวเมื่อทรงประสูติ


โดยมีนัยยะไว้ว่า ตถาคตในอรรถว่าเสด็จไปอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่างนั้นเป็นอย่างไร? เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อนๆ ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นก็เสด็จไป

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้นเสด็จไปอย่างไร?
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้นประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นเอง ประทับยืนบนปฐพีด้วยพระยุคลบาทอันเสมอกัน บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เสด็จไปโดยย่างพระบาท ๗ ก้าว ดังพระบาลีที่ตรัสไว้ว่า:-

ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์ประสูติบัดเดี๋ยวนั้น ก็ประทับยืนด้วยพระยุคลบาทอันเสมอกัน บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เสด็จไปโดยย่างพระบาท ๗ ก้าว. เมื่อท้าวมหาพรหมกั้นพระเศวตฉัตร ทรงเหลียวดูทั่วทิศ ทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า เรา เป็นผู้เลิศในโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย, บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีต่อไป ดังนี้.

และการเสด็จไปของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นก็เป็นอาการอันแท้ ไม่แปรผัน ด้วยความเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุคุณวิเศษหลายประการคือ ข้อที่พระองค์ประสูติในบัดนั้นเอง ก็ได้ประทับยืนด้วยพระยุคลบาทอันเสมอกัน นี้เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔ ของพระองค์.

อนึ่ง ความที่พระองค์บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เป็นบุพนิมิตแห่งความเป็นโลกุตตรธรรมทั้งปวง, การย่างพระบาท ๗ ก้าว เป็นบุพนิมิตแห่งการได้รัตนะ คือโพชฌงค์ ๗ ประการ

นัยยะที่ ๑. การได้โพชฌงค์ ๗

โพชฌงค์  ๗  ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ หรือองค์ของผู้ตรัสรู้  หมายถึง ธรรมหรือข้อปฏิบัติเพื่อยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ กล่าวคือ ถึงที่สุดแห่งการดับทุกข์หรือการตรัสรู้  อันมี ๗ ประการ   ซึ่งเมื่อปฏิบัติอย่างถูกต้องดีงามก็ดำเนินไปตามหลักอิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบันธรรม อันเป็นไปดังนี้
  ๑. สติ

  ๒. ธัมมวิจยะ (การสอดส่องเลือกเฟ้นธรรม)
  ๓. วิริยะ
  ๔. ปีติ
  ๕. ปัสสัทธิ
  ๖. สมาธิ
  ๗. อุเบกขา

  1. สติสัมโพชฌงค์  ความระลึกได้ ความระลึกได้บ่อยๆในกิจ(สิ่งที่ควร)ที่ทำมาไว้แล้ว ความไม่เผลอเรอ ความมีสติกํากับอยู่ในกิจ หรืองาน หรือธรรมที่ปฏิบัติ

  2. ธัมมวิจยะสัมโพชฌงค์ (ธรรมวิจยะ) หรือ ธรรมวิจัย  ความสอดส่อง สืบค้นธรรม, การวิจัยหรือค้นคว้าธรรม การพิจารณาในธรรม อันครอบคลุมถึงการเลือกเฟ้นธรรมที่ถูกต้อง ดีงาม ถูกจริต  และการค้นคว้า การพิจารณา การไตร่ตรองด้วยปัญญาหรือการโยนิโสมนสิการ ให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง อย่างแท้จริง อันตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในธรรม

  3. วิริยสัมโพชฌงค์ ความเพียร ท่านหมายถึงความเข้มแข็ง ความพยายาม บากบั่นสู้กิจไม่ย่อหย่อนท้อแท้ต่อการปฏิบัติ และการพิจารณาธรรม(ธรรมวิจยะ) ตลอดจนการเพียรยกจิตไม่ให้หดหู่ท้อแท้, เมื่อเกิดความเข้าใจในธรรมจากการพิจารณาธรรม ย่อมเป็นสุข เห็นประโยชน์ในการปฏิบัติ

  4. ปีติสัมโพชฌงค์ มีสติพิจารณาธรรม ด้วยความเพียรจนเกิดความอิ่มเอิบ อิ่มใจ ความดื่มดํ่า ใจฟู  ความแช่มชื่น  ความปลาบปลื้ม อันปราศจากอามิส(ไม่เจือด้วยกิเลส)ขึ้นเป็นธรรมดา

  5. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ความสงบกายและความสงบใจ ความผ่อนคลายกายใจอันเกิดแต่ปีติสุขที่ระงับไป
  6. สมาธิสัมโพชฌงค์ ความมีจิตตั้งมั่น  เพราะเมื่อกายสงบ ย่อมพบสุข เมื่อพบสุข จิตย่อมตั้งมั่น

  7. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ การวางใจเป็นกลาง วางเฉย รู้ตามความจริงหรือยอมรับตามความจริง แล้วละเสียโดยการตั้งมั่นวางเฉยหรือปล่อยวางโดยอาศัยกำลังของจิตอันเกิดแต่สติ,สมาธิและปัญญานั่นเอง

นัยยะที่ ๒. การประกาศศาสนาใน ๗ แคว้นก่อนการเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน การก้าวเดิน ๗ ก้าว ของพระพุทธองค์เมื่อประสูติ หมายถึง การประกาศศาสนาใน ๗ แคว้นก่อนการเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

  1. แคว้นมคธ เป็นทั้งแคว้นแรกที่พระพุทธองค์เสด็จโปรด เมืองหลวงคือ เมืองราชคฤห์
  2. แคว้นโกศล เมืองหลวงคือ เมือง สาวัตถี
  3. วัชชี เมืองหลวงคือ เมืองเวสาลี-ไพศาลี
  4. แคว้นวังสะ เมืองหลวงคือ เมืองโกสัมพี
  5. แคว้นอวันตี เมืองหลวงคือ เมืองอุชเชนี
  6. แคว้นสักกะ เมืองหลวงคือ กรุงกบิลพัสดุ์
  7. แคว้นมัลละ เมืองหลวงคือ กรุงกุสินารา สถานที่พระพุทธองค์ทรงปรินิพพาน

นัยยะที่ ๓. บัว คือ เปรียบมนุษย์เหมือนบัว ๔ เหล่า
พระพุทธองค์ทรงคำนึงว่าธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นี้ ลึกซึ้งมาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม ทรงพิจารณาโดยพระญาณก่อนว่า เวไนยสัตว์ นั้นจำแนกเหล่าที่จะรองรับพระสัทธรรมได้เพียงใด จำนวนเท่าใด ทรงจำแนกด้วยพระญาณว่าเหล่าเวไนยสัตว์บุคคลที่จะรับพระสัทธรรมได้และไม่ได้มีอยู่ ๔ จำพวก เปรียบได้ดังดอกบัวสี่เหล่า อันหมายถึง ปัญญา วาสนา บารมี และอุปนิสัย ที่สร้างสมมาแต่อดีตของบุคคล
ซึ่งบัว ๔ เหล่านั้น คือ
บัวประเภทที่ ๑   ดอกบัวที่พ้นน้ำแล้ว รอแสงพระอาทิตย์จะบานวันนี้
บัวประเภทที่ ๒   ดอกบัวที่ปริ่มน้ำ จะบานวันพรุ่งนี้
บัวประเภทที่ ๓   ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ยังอีก ๓ วันจึงจะบาน
บัวประเภทที่ ๔   ดอกบัวที่เพิ่งงอกใหม่จากเหง้าในน้ำ จะยังไม่พ้นภัยจากเต่าและปลา

ซึ่งบัวแต่ละประเภทนั้นเปรียบได้ดังนี้

  1. อุคฆฏิตัญญู คือ พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำเมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที

  2. วิปจิตัญญู คือ พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ
    เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติมจะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป


  3. เนยยะ คือ พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธาปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง

  4. ปทปรมะ คือ พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ
    แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน

นัยยะที่ ๓. การก้าวย่างพระบาท เปรียบข้อธรรมในอิทธิบาท ๔
อิทธิบาท
หรือ อิทธิบาท ๔ หมายถึง ฐานหรือหนทางสู่ความสำเร็จ หรือ คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณเครื่องสำเร็จสมประสงค์ ทางแห่งความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย มี ๔ ประการ คือ

  • ฉันทะ ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป
  • วิริยะ ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย
  • จิตตะ ความคิด คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป
  • วิมังสา ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น